[sort by : last post | top views]..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ มานี เด่นใจดี, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 20:31:07, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ สุทีป ชัยณรงค์, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 16:35:24, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ วราวุฒิ​ กุล​อุดม​โภ​คา​กุล, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 14:39:18, เลขจัดส่ง SMAM000008593R4
นาย ชวาลธัช รุ่งมาหาเจริญ, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 13:50:36, เลขจัดส่ง SMAM000008594ZK
คุณ ธนโชติ ใหม่วงศ์, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 13:44:21, เลขจัดส่ง SMAM000008596Z5
คุณ พิทยา เจียรวิสิฐกุล, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 13:18:38, เลขจัดส่ง แฟลช เอ๊กเพรส
คุณสายัณห์ หลักคำ , พุธ 05 พฤษภาคม 2564 13:16:37, เลขจัดส่ง แฟลช เอ๊กเพรส
คุณ กันตพัฒน์ เจตนเสน, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 11:11:06, เลขจัดส่ง SMAM000008595KW
คุณ พจน์ ยศกันโท, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 10:44:24, เลขจัดส่ง SMAM0000085917D
คุณ สนิท ช่วยชู, พุธ 05 พฤษภาคม 2564 09:31:46, เลขจัดส่ง SMAM000008592EC
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
ปุ๋ยฉีดพ่น มะยงชิด ปุ๋ยทางใบ มะปรางหวาน
1.10.255.27: 2564/05/05 10:29:46
ปุ๋ยฉีดพ่น มะยงชิด ปุ๋ยทางใบ มะปรางหวาน
ปุ๋ยฉีดพ่นทางใบ สำหรับบำรุงมะยงชิด มะปรางหวาน เสริมธาตุหลัก ธาตุเสริม สารสังเคราะห์คลอโรคฟิลล์ ช่วยฟื้นฟู บำรุง เร่งโต เสริมสร้างความสมบูรณ์ แข็งแรง ส่งเสริมผลผลิต

ไนโตรเจน เสริมความเขียวของใบ เสริมสร้างเนื้อเยื่อ ส่งเสริมการเจริญเติบโต ฟอสฟอรัส ช่วยระบบรากแข็งแรง ดูดกินอาหารได้เดีขึ้น โพแตสเซียม ส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล ไปสะสมเป็นผลผลิต ทำให้ผลโต น้ำหนักดี คุณภาพผลผลิตดี นอกจากนั้นยังประกอบด้วย แคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้พืช เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี และมีความสมบูรณ์แข็งแรง
ปุ๋ยฉีดพ่น มะยงชิด ปุ๋ยทางใบ มะปรางหวาน
อ่าน:32
ปุ๋ยฉีดพ่นมะม่วง FK-1 มะม่วงโตไว ใบเขียว ผลผลิตดี มีคุณภาพ
125.25.175.230: 2564/05/04 13:05:25
ปุ๋ยฉีดพ่นมะม่วง FK-1 มะม่วงโตไว ใบเขียว ผลผลิตดี มีคุณภาพ
ฉีดพ่นมะม่วง ด้วย FK-1 ที่ประกอบด้วย ธาตุหลัก ธาตุเสริม สารสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ให้ธาตุอาหารที่จำเป็น เพียงพอต่อความต้องการของมะม่วง เพื่อให้ในการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิต

ใน FK-1 ประกอบด้วย ไนโตรเจน ที่จะส่งเสริมความเขียว สร้างคลอโรฟิลล์ ส่งเสริมการเจริญเติบโต ฟอสฟอรัส ส่งเสริมระบบราก ทำให้มะม่วงมีรากที่แข็งแรง สมบูรณ์ หาอาหารได้ดีขึ้น โพแตสเซียม ที่ส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล มาสะสมที่ผล ทำให้ผลโต น้ำหนักดี มีคุณภาพ มีรสชาติที่ดี นอกจากนั้น ใน FK-1 ยังมีสารสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ที่ช่วยเพิ่มความเขียวของใบพืช ทำให้ใบพืช สังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโต ความสมบูรณ์ และผลผลิต

ฉีดพ่น FK-1 เพื่อบำรุงพืช ให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ โตไว ผลผลิตดี

[FK-1 แกะกล่องมาจะมีสองถุง ถุงแรกเป็นธาตุหลัก ถุงที่สองเป็นสารสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ต้องใช้พร้อมกันทั้งสองถุง ถุงละ 50กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร]
อ่าน:39
โรคแอนแทรคโนส มะม่วง
125.25.175.230: 2564/05/04 11:29:05
โรคแอนแทรคโนส มะม่วง
เชื้อราสาเหตุของ โรคแอนแทรคโนสมะม่วง Colletotrichum gloeosporioides ข้อสังเกตลักษณะ อาการที่อาจพบ เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต โดยมีลักษณะอาการดังนี้

อาการที่ใบ
ใบอ่อนพบจุดฉ่ำน้ำต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาลดำ หากอาการรุนแรงแผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็วติดต่อกันทั้งผืนใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยวเสียรูปทรงยอดอ่อนเหี่ยวและดำ ส่วนใบแก่พบแผลรูปร่างค่อนข้างเหลี่ยม หากอาการรุนแรงแผลจะทะลุเป็นรู อาการที่ช่อดอก พบจุดหรือขีดสีน้ำตาลแดงเล็กๆ บนก้านช่อดอกต่อมาแผลขยายใหญ่ หากมีความชื้นสูงจะพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นกลุ่มสปอร์ของเชื้อราสาเหตุโรคอยู่ที่บริเวณแผล ทำให้ช่อดอกเหี่ยวแห้ง ดอกหลุดร่วงก่อนติดผล

อาการที่ผลอ่อน
พบจุดแผลสีน้ำตาลดำถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมผลที่ถูกทำลายจะเป็นสีดำและหลุดร่วงก่อนกำหนด ในบางครั้งเชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายแบบแฝงในผลอ่อน โดยไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการของโรคเมื่อผลสุก และอาการรุนแรงมากขึ้นตามความสุกของผล

อาการที่ผลแก่หรือผลสุกหลังเก็บเกี่ยว
พบจุดแผลสีดำเล็กๆ ต่อมาแผลขยายลุกลามและยุบตัวลง ถ้ามีหลายแผลขยายมาติดกัน ขนาดของแผลจะกว้างขึ้นและยุบตัวเป็นแอ่งบุ๋มทำให้เน่าทั้งผล บางครั้งพบเมือกสีส้ม ซึ่งเป็นกลุ่มสปอร์ของเชื้อราสาเหตุโรคอยู่ที่บริเวณแผล

แนวทางการป้องกัน แก้ไข

1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบพืชเริ่มมีอาการของโรค ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค

2. กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อลดความชื้นในทรงพุ่ม

3. ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป

4. แหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคเป็นประจำในช่วงที่มะม่วงแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก และหลังติดผลอ่อน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามข้อ 5 แต่ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเกิน 4 ครั้ง ในช่วงที่มะม่วงติดผล หากมีสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมต่อการเกิดโรค คือ มีฝนตกและอากาศ ร้อนชื้น ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชดังกล่าว เพื่อป้องกันการระบาดของโรค

5. ฉีดพ่น ไอเอส สารอินทรีย์ ยับยั้งโรคพืช ที่เกิดจากเชื้อรา ในอัตตราส่วน 50ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ทุก 5-7 วัน

6. ฉีดพ่น FK-1 เพื่อบำรุงพืช ให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ โตไว ผลผลิตดี

[FK-1 แกะกล่องมาจะมีสองถุง ถุงแรกเป็นธาตุหลัก ถุงที่สองเป็นสารสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ต้องใช้พร้อมกันทั้งสองถุง ถุงละ 50กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร]

* สามารถผสม FK-1 ฉีดพ่นไปพร้อมกับ ไอเอส และ มาคา
* ควรฉีดพ่นช่วยเช้าก่อนแดดออก หรือ ช่วงเย็น หลังแดดร่มลมตก ไม่ควรฉีดพ่นตอนแดดร้อนจัด

# http://www.farmkaset..link..
อ่าน:179
โรคบั่วปมมะม่วง การป้องกัน และการกำจัดโรคบั่วปมมะม่วง
125.25.175.230: 2564/05/04 11:16:28
โรคบั่วปมมะม่วง มีสาเหตุจากแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไก่ฟ้า แมลงบั่ว ลักษณะที่สังเกตุได้คือ ใบมะม่วงจะมีอาการเป็นจุด เป็นปุ่มปม เป็นเม็ดกลมๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร

อาการดังกล่าว เกิดจากการวางไข่ของแมลง ส่งผลให้เนื้อเยื้อใบรอบๆนูนขึ้น มองเห็นได้ชัด ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจจะส่งผลเสียหายต่อผลผลิตของมะม่วง

การป้องกันกำจัด

1. เด็ดใบที่พบโรค หรือตัดทิ้ง และนำไปเผาทำลายนอกแปลง

2. ควรป้องกันกำจัดแมลงพาหะ โดยการฉีดพ่น มาคา สารอินทรีย์ป้องกัน และยับยั้ง เพลี้ย แมลงศัตรูพืช ปลอดสารพิษ ในอัตตราส่วน 50ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ทุก 5-7 วัน

3. ป้องกันโรคแทรกซ้อน ฉีดพ่น ไอเอส สารอินทรีย์ ยับยั้งโรคพืช ที่เกิดจากเชื้อรา ในอัตตราส่วน 50ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ทุก 5-7 วัน

4. ฉีดพ่น FK-1 เพื่อบำรุงพืช ให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ โตไว ผลผลิตดี

[FK-1 แกะกล่องมาจะมีสองถุง ถุงแรกเป็นธาตุหลัก ถุงที่สองเป็นสารสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ต้องใช้พร้อมกันทั้งสองถุง ถุงละ 50กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร]

* สามารถผสม FK-1 ฉีดพ่นไปพร้อมกับ ไอเอส และ มาคา
* ควรฉีดพ่นช่วยเช้าก่อนแดดออก หรือ ช่วงเย็น หลังแดดร่มลมตก ไม่ควรฉีดพ่นตอนแดดร้อนจัด
อ่าน:35
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
125.25.175.230: 2564/05/04 09:29:39
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
นอกเหนือจากการปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการอนุรักษ์ดิน และการใช้พันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดีแล้ว การจัดการดูแลดี โดยเริ่มตั้งแต่ ฤดูการปลูกที่เหมาะสม การเตรียมดินดี การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมตลอดจนการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่เหมาะสม การกำจัดวัชพืชถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะการเอาใจใส่ในการเตรียมท่อนพันธุ์จะมีผลทำให้ความอร่อยของมันสำปะหลังสูงขึ้น โดยเฉพาะการเอาใจใส่ในการเตรียมท่อนพันธุ์จะมีผลทำให้อัตราความอยู่รอดของมันสำปะหลังสูงขึ้น

การคัดเลือกท่อนพันธุ์สมบูรณ์

๑. ต้องใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุ 8-14 เดือน โดยสังเกตจากสีของลำต้นที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นสีเข้มเมื่อมีอายุ มากขึ้น และไม่มีโรคแมลงติดมา

๒. ต้องเก็บรักษาต้นพันธุ์ให้ดี หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรรีบนำต้นพันธุ์ไปปลูกทันที หากจำเป็นต้องเก็บรักษาต้นพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ต่อไป สามารถทำได้โดยตั้งกองพันธุ์ไว้กลางแจ้งในแนวตั้ง ให้ส่วนของโคนสัมผัสผิวดิน หรือใช้ดินกลบโคนและกองไม่ให้ใหญ่เกินไป เพื่อให้อากาศถ่ายเท ซึ่งวิธีการดังกล่างจะสามารถเก็บรักษาต้นพันธุ์ได้ 15-30 วัน หรือนานถึง 2 เดือน แต่ถ้าเก็บรักษาไว้นานต้นจะแห้งจากส่วนปลายลงมา และตาจะแตกทำให้ได้จำนวนท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์น้อยลง

๓. ต้องใช้ส่วนกลางของลำต้น ควรเป็นส่วนกลางของลำต้นที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป

๔. ต้องตัดท่อนที่มีความยาวเหมาะสม ในช่วงต้นฤดูฝน ควรใช้ท่อนพันธุ์ขนาด 20 เซนติเมตร และช่วงปลายฝน ควรใช้ท่อนพันธุ์ขนาด 25-30 เซนติเมตร (ควรมีตาอย่างน้อย 5-7 ตา) ส่วนการสับท่อนพันธุ์ ควรสับให้เฉียงเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงให้ตาบนท่อนพันธุ์ช้ำ หรือถูกกระทบกระเทือน

๕. วิธีการปลูกที่เหมาะสมควรปลูกแบบปักตรงหรือเอียงเล็กน้อย เป็นวิธีให้ผลผลิตสูงความลึกในการปักท่อนพันธุ์ลงในดินประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่ไม่ควรปักลึกมากและควรมีการตรวจสอบความงอกหลังปลูกเพื่อให้ซ่อมได้ทันเวลา

# http://www.farmkaset..link..
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
อ่าน:31
มันสำปะหลังอินทรีย์ จ.อุบลราชธานี พืชยกระดับรายได้เกษตรกร มีตลาดรองรับ
125.25.175.230: 2564/05/03 15:16:55
นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 อุบลราชธานี (สศท.11) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดอุบลราชธานีนับเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี (ณ 31 มีนาคม 2564) พบว่า มีพื้นที่ปลูก 14_048 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 13_978 ไร่ ผลผลิตรวม 48_224 ตัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ผสานความร่วมมือกับภาคเอกชนให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิต รวมถึงการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ นอกจากนี้ มีเกษตรกรบางพื้นที่ได้เข้าร่วมโครงการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ของบริษัทที่เข้ามาส่งเสริมภายใต้การทำ Contract Farming เนื่องจากเกษตรกรมีแรงจูงใจในเรื่องราคาที่ให้ผลตอบแทนดีกว่ามันสำปะหลังทั่วไป และมีตลาดรองรับที่แน่นอน

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังอินทร์กันมากขึ้น โดยบริษัทอุบลไบโอเอทานอล จำกัด (มหาชน) ได้ทำ Contract Farming กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ ใน ?โครงการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์? ตั้งแต่ปี 2559 โดยรับซื้อผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์จากเกษตรกรทั้งหมด ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 939 ราย พื้นที่ปลูก 5_656 ไร่ ดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 5 รุ่น ซึ่งผลผลิตของเกษตรกรทั้ง 5 รุ่น ได้ออกสู่ตลาดช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาประมาณ 21_000 ตัน สำหรับปี 2564 กำลังอยู่ในช่วงรับสมัครรุ่นที่ 6 และกำหนดการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมมือกับบริษัทฯ ในการลงพื้นที่ ให้ความรู้กับเกษตรกรในเรื่องการผลิต การดูแล การป้องกันโรคแมลง การปรับปรุงบำรุงดิน และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิต รวมถึงการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์

สำหรับราคามันสำปะหลังอินทรีย์เชื้อแป้ง 25% ที่บริษัทฯ ประกันราคาอยู่ที่ 3.25 บาท/กก. ซึ่ง สศก. โดย สศท.11 อุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาต้นทุน ผลตอบแทน และการตลาดของสินค้ามันสำปะหลังอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง พบว่า ต้นทุนการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเฉลี่ยอยู่ที่ 7_039 บาท/ไร่/รอบการผลิต เนื่องจากต้องจ้างแรงงานคนในการกำจัดวัชพืชจึงทำให้มีค่าแรงสูง ต้นทุนการผลิตจึงสูงกว่ามันสำปะหลังทั่วไป เกษตรกรนิยมปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 8 ? 10 เดือน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนมีนาคมของปีถัดไป ผลผลิตเฉลี่ย 3_800 กก./ไร่ ผลตอบแทน 12_350 บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 5_311 บาท/ไร่/รอบการผลิต ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวผลผลิตและเกษตรบางส่วนเริ่มเตรียมดินสำหรับทำการเพาะปลูกรอบถัดไป

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ โดยเน้นย้ำว่าปัจจุบันได้มีการแปรรูปมันสำปะหลังอินทรีย์เป็นแป้งออร์แกนิค ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากแป้งออร์แกนิคสามารถแปรรูปเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารเพื่อสุขภาพได้หลากหลาย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในการเป็นส่วนผสมอาหารพรีเมี่ยม จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ ได้ผ่านมาตรฐานอินทรีย์ไทย และมาตรฐานอินทรีย์สากล ได้แก่ 1) มาตรฐาน มกษ 9000-2552 หรือ Organic Thailand 2) มาตรฐานอินทรีย์ USDA-NOP (สหรัฐอเมริกา) 3) มาตรฐานอินทรีย์ EU (ยุโรป) 4) มาตรฐานอินทรีย์ JAS (ญี่ปุ่น) 5) มาตรฐานอินทรีย์ Korean (เกาหลี) และ 6) มาตรฐานอินทรีย์ China (จีน) จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจกับผู้ค้าได้ว่า ผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของเกษตรกรได้มาตรฐานและมีคุณภาพสูง

ผู้อำนวยการ สศท.11 กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้คุณภาพนั้น เกษตรกรต้องใช้ความอดทน พิถีพิถันในทุกขั้นตอน และต้องจำกัดพื้นที่ปลูกเพื่อควบคุมมาตรฐาน รวมทั้งต้องมีการวางแผนล่วงหน้าช่วงเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์แป้งตามต้องการ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยน 2 ? 3 ปี จึงจะได้ผลผลิตที่เป็นอินทรีย์ผ่านมาตรฐาน ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดมันสำปะหลังอินทรีย์ หรือสนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่คุณกัณฑ์พร กรรณสูต ตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายประสานงานภาครัฐ บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด (มหาชน) โทร 08 9962 6544

ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์ / ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 อุบลราชธานี

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

# http://www.farmkaset..link..
อ่าน:38
โรคไหม้ข้าว (ระยะออกรวง)
125.25.175.230: 2564/05/03 08:21:45
โรคไหม้ข้าว (ระยะออกรวง)
เตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวในทุกภาคของประเทศไทย ที่ข้าวอยู่ระยะตั้งท้องถึงออกรวง จากข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าวพบโรคไหม้ข้าว ในหลายพื้นที่ทางภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบการอาการของโรคไหม้ ใบข้าวมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตามีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ให้เร่งป้องกันกำจัด

เชื้อสาเหตุของโรคไหม้ข้าว : เชื้อรา Magnaporthe oryzae

Synonyms : Pyricularia oryzae Cavara

ลักษณะอาการของ โรคไหม้ข้าว

ระยะกล้า ใบมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผลประมาณ ๒ - ๕ มิลลิเมตร และความยาวประมาณ ๑๐ - ๑๕ มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าโรครุนแรงกล้าข้าวจะแห้งฟุบตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการพบได้ที่ใบ ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ที่บริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และมักหลุดจากกาบใบเสมอ

ระยะออกรวง (โรคไหม้คอรวง) ถ้าข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก

การแพร่ระบาด พบโรคในแปลงที่ต้นข้าวหนาแน่น ทำให้อับลม ถ้าใส่ปุ๋ยอัตราสูงและมีสภาพอากาศแห้งในตอนกลางวันและชื้นจัดในตอนกลางคืน ลมแรงจะแพร่กระจายโรคได้ดี

แนะนำวิธีการป้องกันกำจัดโรคไหม้ข้าว ดังนี้

๑. ฉีดพ่น ไอเอส สารอินทรีย์ ยับยั้งโรคพืช ที่เกิดจากเชื้อรา ในอัตตราส่วน 50ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ทุก 5-7 วัน

๒. ฉีดพ่น FK-1 เพื่อบำรุงพืช ให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ โตไว ผลผลิตดี

[FK-1 แกะกล่องมาจะมีสองถุง ถุงแรกเป็นธาตุหลัก ถุงที่สองเป็นสารสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ต้องใช้พร้อมกันทั้งสองถุง ถุงละ 50กรัม ต่อน้ำ 20ลิตร]

* สามารถผสม FK-1 ฉีดพ่นไปพร้อมกับ ไอเอส
* ควรฉีดพ่นช่วยเช้าก่อนแดดออก หรือ ช่วงเย็น หลังแดดร่มลมตก ไม่ควรฉีดพ่นตอนแดดร้อนจัด

ควรพ่นในแปลงข้าวที่มีประวัติว่าเคยมีโรคระบาดมาก่อน เชื้อราจะพยายามต้านทานสารป้องกันกำจัด หรือดื้อยา หากต้องใช้ยาต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อป้องกัน ควรสลับยาบ้าง เมื่อจำเป็นต้องใช้นานเกินไป

ในฤดูถัดไป

๑. แช่เมล็ดพันธุ์ด้วย สารอินทรีย์ป้องกันกำจัดเชื้อรา ไอเอส ในอัตราส่วน 20ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร (ผสมอ่อนกว่าตอนฉีดพ่น)

๒. หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม ๑๕ – ๒๐ กิโลกรัมต่อไร่ ควรแบ่งแปลงให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี

อ้างอิงข้อมูลหลักจาก
๑. กรมการข้าว
๒. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
๓. กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
อ่าน:47
เตือนการระบาดโรคโคนเน่า - หัวเน่ามันสำปะหลัง ในพื้นที่ โคราช บุรีรัมย์และสระบุรี
180.180.54.148: 2564/05/02 11:05:59
กรมส่งเสิมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมาบุรีรัมย์และจังหวัดสระบุรีซึ่งเคยพบปัญหาโคนเน่า ? หัวเน่ามันสำปะหลัง ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมา จึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลง และติดตามสถานการณ์ของปัญหาโคนเน่า ? หัวเน่ามันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรใช้สารป้องกันและกำจัดเชื้อราหรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาแช่ท่อนพันธุ์ก่อนการเพาะปลูกทุกครั้ง

# http://www.farmkaset..link..
อ่าน:54
มันสำปะหลัง พันธุ์เกษตรศาสตร์ 1 เป็นมันสำปะหลังพันธุ์รับประทาน กินได้
180.180.54.148: 2564/05/02 10:54:57
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เป็นพืชหัวที่มีปริมาณแป้งสูง และมีการนำมาบริโภคในหลายรูปแบบ รวมทั้งการนำมาผลิตเป็นแป้ง ทั้งในรูปของสตาร์ซ และฟลาว

ประเทศไทยมีการผลิตแป้งฟลาวจากมันสำปะหลังเพื่อการค้า และใช้พันธุ์มันสำปะหลังชนิดขม (bitter type) หรือพันธุ์อุตสาหกรรม เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งฟลาว ซึ่งยังมีปริมาณไซยาไนด์ในหัวสดสูง รสชาติและเนื้อสัมผัสยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้พัฒนาพันธุ์มันสำปะหลัง “พันธุ์ เกษตรศาสตร์ 1” โดยสกล ฉายศรี (นักวิจัย) สถานีวิจัยลพบุรี คณะเกษตร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งฟลาวมันสำปะหลังคุณภาพสูง

มันสำปะหลังพันธุ์ เกษตรศาสตร์ 1 มีปริมาณสารไซยาไนด์และอะคริลาไมด์ต่ำ สามารถรับประทานได้ ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 5.4 ตันต่อไร่ ปริมาณแป้งในหัวสดเฉลี่ย 30.2 เปอร์เซ็นต์ เป็นมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่มีปริมาณแป้งในหัวสดสูง ผลผลิตดี ไซยาไนด์ในหัวสดต่ำ สามารถปลูกในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไป ทนต่อสภาวะฝนทิ้งช่วง และทนต่อสภาวะหัวเน่าเมื่อฝนตกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

สอบถามได้ที่ สกล ฉายศรี (นักวิจัย) สถานีวิจัยลพบุรี คณะเกษตร มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ โทร.08-2246-0483

# http://www.farmkaset..link..
อ่าน:43
เปิดโอกาสทำกำไรบนราคายาง ด้วย TFEX Japanese Rubber Futures
180.180.54.148: 2564/05/02 10:48:48
เปิดโอกาสทำกำไรบนราคายาง ด้วย TFEX Japanese Rubber Futures
ยางพาราถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญของประเทศไทย ซึ่งการเคลื่อนไหวของราคายางมีผลอย่างมากต่อผู้ประกอบการ ดังนั้น การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจึงจำเป็นในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนในด้านผู้ลงทุน ความผันผวนของราคายางก็อาจเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้

สำหรับผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในไทยนั้น ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการใช้ยางพาราล่วงหน้าในตลาด OSE หรือ TOCOM เดิมของญี่ปุ่น ในการจัดการความเสี่ยงหรือการทำกำไรจากราคายาง Mr. Kensuke Yaze จาก Japan Exchange Group (JPX) ได้ให้มุมมองว่า สินค้า Rubber Futures ในประเทศญี่ปุ่น นับว่ามีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางพาราล่วงหน้าและมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยญี่ปุ่นได้เริ่มเปิดเทรดยางพาราล่วงหน้า RSS3 Futures ในตลาด TOCOM เมื่อปี 1952 และปัจจุบันมีการย้าย RSS3 Futures มาซื้อขายในตลาด OSE ซึ่ง OSE RSS3 Futures มีปริมาณการซื้อขายในปี 2020 มากกว่า 1.1 ล้านสัญญา นับเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ด้วยเป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนทั่วไปและเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถเข้าซื้อขายได้ นอกจากนั้น OSE RSS3 Futures ยังกำหนดว่ายางแผ่นรมควันที่จะส่งมอบต้องมีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทย

หากพิจารณาความสัมพันธ์ด้านราคา พบว่าราคา OSE RSS3 Futures และราคา Crude Oil WTI มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ หากราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นตาม

และเมื่อเปรียบเทียบ OSE RSS3 Futures (OSE RSS3) กับ TFEX Japanese Rubber Futures (TFEX JRF) ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ OSE RSS3 มีลักษณะสัญญาเป็น Physical Delivery (ส่งมอบเมื่อครบอายุสัญญา) ในขณะที่ TFEX JRF มีลักษณะสัญญาเป็น Cash Settlement (ชำระเงินกำไรขาดทุนตามส่วนต่างราคาซื้อขาย) พบว่า ราคายางพาราของทั้ง 2 ตลาดมีความสัมพันธ์กัน โดยระหว่างเดือนที่มีการซื้อขาย ราคาอาจมีความแตกต่างกันบ้าง แต่เมื่อครบอายุสัญญาราคายางจะเท่ากัน ทำให้ในระหว่างเดือนก่อนวันครบอายุสัญญา ผู้ลงทุนสามารถเข้าซื้อขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาดังกล่าวได้

ดร.จักรพันธ์ ติระศิริชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์-อนุพันธ์ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้น การที่ราคายางมีความผันผวน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคาในตลาดล่วงหน้า อย่าง TFEX JRF

จุดเด่นของ TFEX JRF คือ การ Link ราคากับ OSE RSS3 ของญี่ปุ่นซึ่งลักษณะของสัญญาของทั้ง 2 ตลาดจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีความต่างกันที่ TFEX JRF มีขนาดสัญญาที่เล็กกว่า จึงใช้เงินลงทุนน้อยกว่า และด้วยมีลักษณะสัญญาเป็น Cash Settlement จึงทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งมอบ และแม้จะซื้อขายตามราคา OSE RSS3 แต่ด้วยไม่นำอัตราแลกเปลี่ยนมาคำนวณทำให้ผู้ลงทุนไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ TFEX JRF ยังมี Market Maker ที่คอยช่วยดูแลสภาพคล่องในการซื้อขาย ซึ่งสอดคล้องกับการกำหนดราคาซื้อขายของ OSE RSS3 ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าซื้อขายได้โดยสะดวก

ด้านการติดตามข่าวสารด้านราคายางพาราล่วงหน้า ผู้ลงทุนสามารถติดตามราคายางพาราล่วงหน้าได้หลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์จากตลาดโดยตรง http://www.farmkaset..link.. / http://www.farmkaset..link.. หรือ Application ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Streaming_ REFINITIV_ TradingView_ Bloomberg_ Trading .com นอกจากนั้น ยังมี Application ของจีน ซึ่งผู้ลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดดังกล่าวได้จาก Broker ที่ใช้บริการ

ปิดท้ายด้วยกูรูผู้คร่ำหวอดในวงการเทรดยางพารา คุณภานุวัฒน์ เพ็ชรมาตร ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) หรือ อ.อ้วน นั่งเทียน และคุณศักรินทร์ ลิมปโชติ (โกดุ่ย) ได้ให้มุมมองว่า การซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในปัจจุบันของผู้ลงทุนไทย สามารถซื้อขายได้หลายตลาด ไม่ว่าจะเป็น ตลาด SGX ในสิงคโปร์ ตลาด OSE ในญี่ปุ่น รวมถึงตลาด TFEX ในประเทศไทยด้วย ซึ่งในแต่ละประเทศอาจมีลักษณะสัญญาที่เหมือนกันและแตกต่างกันในบางจุด ดังนั้น ในการเลือกซื้อขายสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณา คือ การตั้งเป้าหมายในการลงทุน ว่าเป็น 1) การซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้า หรือยางจริงที่มีอยู่ในมือ ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงในระยะสั้น หรือ 2) การซื้อขายเพื่อเก็งกำไร นอกจากการตั้งเป้าหมายในการลงทุนแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่าง คือ การกำหนดกลยุทธ์ในการซื้อขาย เช่น การตั้งกำไรไว้ที่เท่าไร เมื่อถึงจุดนั้นต้องปิดเพื่อทำกำไร หรือ หากขาดทุนถึงจุดที่กำหนดไว้ ต้องยอมปิดหรือรู้จักตัดผลขาดทุนเพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เนื่องจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าจะมีการ Maker to Market คือ คำนวณกำไรขาดทุนและปรับอัตราเงินประกันทุก ๆ วัน

สำหรับสัญญา TFEX JRF พบว่ามีความคล้ายคลึงกับ OSE RSS3 มาก ดังนั้น หากผู้ลงทุนไทย ที่ยังไม่เคยซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในตลาดต่างประเทศ สามารถทดลองเข้าซื้อขาย TFEX JRF ได้ เพราะราคาที่ซื้อขายใน TFEX JRF เหมือนกันกับ OSE RSS3 และด้วยขนาดสัญญาที่เล็กกว่าประมาณ 5 เท่า ทำให้ใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่า รวมถึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโอนเงินไปต่างประเทศ และปัจจุบัน TFEX JRF มี Market Maker ที่คอยดูแลเรื่องการวางราคา Bid / Offer ตลอดเวลาทำให้สามารถเข้าออกได้โดยง่ายและสะดวก

จากกราฟราคายางพาราล่วงหน้าในอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า ราคายางพารามีความผันผวนตลอดเวลา ซึ่งผันผวนมากน้อยแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจของโลก หากมองย้อนกลับในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ราคายางพาราในปัจจุบันอยู่ในช่วงขาขึ้น อย่างไรก็ดี ในการซื้อขายยางพารา ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อราคายางพาราด้วย เช่น ราคาน้ำมัน ตัวเลขการนำเข้าส่งออกของจีน รวมถึงทิศทางแนวโน้มราคายางพาราล่วงหน้าที่ซื้อขายในประเทศจีน

# http://www.farmkaset..link..
อ่าน:39
475 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 47 หน้า, หน้าที่ 48 มี 5 รายการ
|-Page 1 of 48-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 |
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเรานี้ แสนอุดมสมบูรณ์
Update: 2564/04/04 14:56:41 - Views: 2094
โรคราแป้งมะเขือ ราแป้งพริก ราแป้งมะเขือม่วง แก้ด้วย ไอเอส
Update: 2562/08/19 21:46:55 - Views: 1489
คำนิยม - ลูกค้า ไอกี้บีที กำจัดหนอนปลอดสารพิษ
Update: 2562/08/30 11:59:16 - Views: 1408
ศัตรูพืช และ การป้องกันกำจัด
Update: 2563/11/06 08:59:08 - Views: 485
โรคไหม้คอรวง ข้าวขาดคอรวง ข้าวเน่าคอรวง แก้ด้วย ไอเอส สารอินทรีย์กำจัดเชื้อรา ปลอดภัย
Update: 2562/10/21 20:42:14 - Views: 2397
ปุ๋ยสำหรับข้าว ปุ๋ยเพิ่มผลผลิตข้าว ยาแก้โรคใบไหม้ เน่าคอรวง ยากำจัดเพลี้ยในนาข้าว
Update: 2563/06/18 17:22:27 - Views: 7816
โรคมันสำปะหลัง: โรคใบด่างมันสำปะหลัง ยังไม่มียารักษาโดยตรง ต้อง กำจัดแมลงหวี่ขาว ซึ่งเป็นแมลงพาหะ ฉีดพ่น มาคา
Update: 2564/01/19 10:21:31 - Views: 316
FK Park เวลาสองทุ่ม จับภาพตอนฟ้าฝ่าลงที่ไกลๆ
Update: 2563/05/25 13:05:48 - Views: 603
มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 และ KU 50 ทนต่อโรคใบด่าง และควรเลือกใช้ท่อนพันธุ์ จากแหล่งที่ปลอดโรค หยุดการแพร่ระบาด โรคมันสำปะหลังใบด่าง ได้เป็นอย่างดี
Update: 2563/06/13 15:50:29 - Views: 2649
มันสำปะหลังใบไหม้ โรคใบไหม้มันสำปะหลัง มีอาการใบจุดเหลี่ยมฉ่ำน้ำ ใบไหม้ และใบเหี่ยว มียางไหล ยอดแห้ง ยอดเหี่ยว
Update: 2563/06/14 13:33:53 - Views: 2971
กำจัดหนอนชอนใบมะนาว ด้วย ไอกี้-บีที ยากำจัดหนอนปลอดสารพิษ
Update: 2562/08/10 09:35:08 - Views: 3355
คำนิยม - ขอบคุณลูกค้าปลูกแตงกวาปลอดสารเคมี ใช้สินค้าหลายอย่างจากเราเลยค่ะ
Update: 2562/10/25 21:28:34 - Views: 757
คำนิยม - ลูกค้าสั่งไอเอสแก้โรคใบไหม้ ซื้อซ้ำหลายครั้งจนต้องแถมเสื้อ FK ให้นะคะ
Update: 2562/10/24 13:07:10 - Views: 3989
โรคราแป้ง ทีพบใน เยอบีร่า โรครากเน่าโคนเน่า เกิดจากเชื้อรา ป้องกันและกำจัดด้วย ไอเอส
Update: 2562/10/01 20:14:57 - Views: 2976
งดปลูกมันสำปะหลัง พันธุ์ 89 เนื่องจากอ่อนแอต่อโรค แนะนำโดย กรมวิชาการเกษตร
Update: 2563/06/15 09:58:28 - Views: 2249
ไทยขาดดุลกว่า 3.62 แสนล้านบาท วิกฤติหนี้ยุโรป กระทบส่งออก
Update: 2555/07/31 21:07:16 - Views: 4935
โรคอินทผลัม โรคเชื้อราเขม่าผง Graphiola Leaf Spot (False Smut) of Palm
Update: 2564/02/25 02:42:40 - Views: 867
ไม้ดอกเป็นโรค ไม้กระถางเป็นโรค ลักษณะอาการโรค ของไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถาง
Update: 2564/04/10 11:02:37 - Views: 372
ลักษณะดินในไร่ของฉัน เหมาะที่จะปลูกมันสำปะหลังพันธุ์อะไร? ถึงจะได้ผลผลิตดี
Update: 2564/01/20 14:05:38 - Views: 481
กำจัดเพลี้ยด้วย แมลงช้างปีกใส กำจัดเพลี้ย เพลี้ยแป้ง ตัวอ่อนเพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้ ไรแดง แมลงหวี่ขาว แมลงช้างปีกใสจัดการเรียบ
Update: 2563/06/11 21:32:32 - Views: 2975
© FarmKaset.ORG | อนุญาโตตุลาการ | สถาบันอนุญาโตตุลาการ : N