FarmKaset.ORG :  The best of organic fertilizer
KPark สมาคม SME เกษตร
ชำระค่าสินค้าจากฟาร์มเกษตร ได้ที่ 7 ELEVEN ทุกสาขา
ใช้เวอร์ชั่นมือถือ
Mobile Version!
FarmKaset.ORG design for iOS Safari FarmKaset.ORG design for android chrome
ขณะนี้: ท่านกำลังอยู่ในส่วนของ องค์ความรู้ ยินดีต้อนรับ ทุกท่าน กรุณา > ล็อคอิน หรือ สมัคร
หน้าแรก สินค้า การสั่งซื้อ แอพผสมปุ๋ย ความรู้เกษตร เว็บบอร์ด บริการ พืชเศรษฐกิจ ติดต่อเรา FarmKaset.ORG Fan Page



 เกษตรน่ารู้
พืชนอกกระแส น่าปลูกปี 2558 ปลูกอะไรได้ราคาดี?
สำหรับคนปลูกพืชแล้ว หากถามว่าพืชอะไรที่นิยมปลูกันมาก คงไม่พ้น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย และนาข้าว แต่..
กรมหม่อนไหม จัดงาน ชิมหม่อน ชมไหมไทย
กรมหม่อนไหมรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ คืนความสุขให้คนไทย จัดงาน ชิมหม่อน ชมไหมไทยพื้นบ้าน สืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทย
KPark ปทุมธานี กับธุรกิจเกษตร
KPark ปทุมธานี เป็นหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจเกษตร ทั้งทางด้านเงินทุน ช่องทางการตลาด และการสนับสนุนด้านอื่นๆ
ดัชนีราคาอาหารโลก จำแนกตามกลุ่มสินค้า
จากกร๊าฟสรุปข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ปี 57 นี้ยิ่งทำให้แน่ใจว่า เนื้อวัวเป็นทีต้องการของตลาดจริงๆ
แมลงปอ นักล่าแห่งเวหา
แมลงปอ เพชรฆาตปีกสีรุ้ง หรือ นักล่าแห่งเวหา ที่ล่ากินแมลงทุกชนิดที่อ่อนแอกว่า ที่ไหนมีแมลงปอ มักจะไม่มีโรคระบาด
ชาวนากำลังทำอะไร ใครดูรูปแล้วตอบได้บ้าง?
ในช่วงฤดูการทำนา เป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์มาก ชาวนามีข้าวปลาอาหารที่หาได้จากในพื้นที่ท้องนา และนี่ก็เป็นอีกเมนูเลิศรสเลย..
สาวน้อยประแป้ง อันตรายปลูกไว้ห่างเด็กๆ
สาวน้อยประแป้ง ไม้ประดับหาง่าย ที่คนไทยเรานิยมปลูก ชื่อน่ารักๆอย่างนี้ ใบ ลำต้น และน้ำยาง ก็มีพิษที่ทำอันตรายต่อคนได้..
ด้วงหนวดยาว ศัตรูพืชแต่เป็นอาหารชั้นดี
ด้วงหนวดยาว แมงหัวแข็ง แมงกอก ถึงแม้จะเป็นศัตรูพืช แต่ก็มีวิธีผูกพันธุ์กับการดำเนินชีวิต และความเป็นอยู่ของเกษตรกร..
ใบกระถินณรงค์ช้าง
กระถินณรงค์ช้าง ไม้โตเร็ว นิยมใช้ทำเป็นฝืน ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ เหมาะกับโรงไฟฟ้าชีวมวล
คาร์โบฟูแรน อันตรายสำหรับชาวนา ชาวไร่
ชาวนาใช้ คาร์โบฟูแรน กำจัดแมลงบั่ว ในนาข้าวหลังการหว่านข้าว หรือหลังปักดำ ขณะที่ชาวสวน-ชาวไร่ ใช้คาร์โบฟูแรน กำจัดหนอน
ปรับปรุงพื้นที่ด้วย หญ้าแฝก
ศูนย์ฟื้นฟูดินเสื่อม เขาชะงุ้ม แนะนำใช้หญ้าแฝกปรับปรุงพื้นที่ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้
ผักปักษ์ใต้
ผักปักษ์ใต้ ภาคใต้ของไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผักนานาชนิ­ดหลายประเภทไม่พบในภูมิภาคอื่น
หอมแดงไทยปี 57 ราคาทรุด
หอมแดงไทยปี 57 ราคาทรุด อินโดนีเซียออกกฎนำเข้าใหม่ ที่ต้องนำเข้า 80%ของปริมาณพร้อมเงื่อนไขราคาจุกจิก

*ทั้งหมดในหมวด

 หมวดหมู่ทั้งหมด
เกษตรกรตัวอย่าง
ปาล์มน้ำมัน
ไร่อ้อย
ยางพารา
ออแกนิกส์
สินค้าเกษตร
เกษตรน่ารู้
มันสำปะหลัง
FK Freestyle
นาข้าว
การปลูกพืช
ฟาร์มเกษตรพาเที่ยว
ผักและการปลูกผัก
ห้องปศุสัตว์
Agri live update
ไม้ดอก
ไม้ผล
สุขภาพ
สมุนไพร
FK Talk
โสม
ไม้มงคล
ไร่ข้าวโพด
ไร่กาแฟ
องค์กรด้านการเกษตร
การใช้ SUN กับพืชต่างๆ
แอพมือถือจากฟาร์มเกษตร
ซื้อขายที่ดิน
พิมพ์หน้านี้
อ่านหน้านี้แล้ว 161700 คน กด Like, Share, g+, Tweet ให้หน่อยนะ ^^
ต้องการบทความเรื่องใด ส่งอีเมล์มาเราจัดให้
แจ้งขอบทความที่ sandman.enter@gmail.com
farmkaset mobile version
Excerpt
การเลี้ยงหมู : การเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ หมูหลุมดินชีวภาพ หมู เลี้ยงหมู
การเลี้ยงหมู ในปัจจุบัน มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากวิธีการเลี้ยงเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะเชิงการค้าค่อนข้างมาก
อัปเดท ( 3 กันยายน 2552 ) , เข้าชมแล้ว (161,700) , ความคิดเห็น (91) , สั่งพิมพ์คลิกที่นี่
ข้อมูลอย่างย่อ
การเลี้ยงหมู - หมูหลุม หมูหลุมดินชีวภาพ ต้นทุนในการเลี้ยง ความเสียง การเปลี่ยงแปลงการเลี้ยงหมูเชิงพาณิชย์

การเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ

"หมูหลุมดินชีวภาพ"

 

โดย วิชิต  ถิ่นวัฒนากูล
ที่ปรึกษา มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา

การเลี้ยงหมูในยุคปัจจุบัน นับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากวิธีการเลี้ยงเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะเชิงการค้าค่อนข้างมากทำให้ ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากต้องซื้ออาหารสำเร็จ หรือวัตถุดิบมาผสมเป็นอาหารในราคาค่อนข้างสูงมากเพราะส่วนผสมส่วนใหญ่ไม่ได้ นำมาจากภายในท้องถิ่น รวมทั้งวัตถุดิบบางส่วนก็เป็นสารเคมีซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีนักในการนำมาบริ โภคแม้ว่าจะยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนก็ตาม

นอกจากต้นทุนการผลิตที่สูงมากดังได้กล่าวแล้ว การเลี้ยงหมูในปัจจุบันยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมใน ชุมชนที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนค่อนข้างมาก เนื่องจากวิธีการ เลี้ยงแบบใหม่นั้นเร่งอัตราการเจริญเติบโตของหมูมากเกิน ทำให้เกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ไปบางส่วน เนื่องจากหมูไม่สามารถย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้หมด ทำให้ยัง มีกากอาหารเหลือออกมาและเน่าบูดส่งกลิ่นเหม็น แต่ที่ เราต้องเสียไปฟรี ๆ คือค่าอาหารที่หมูกินแล้วย่อยไม่หมด การเลี้ยงทั่วไปหมูอยู่บนพื้นแข็ง ทำให้อยู่ไม่สบาย ซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่ควรจะต้องจ่ายเลยแม้แต่น้อย

จากการเข้ามาเผยแพร่ความรู้ของสมาคมเกษตรกรรมธรรมชาติประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นต้นกำเนิดคิดค้นและพัฒนาการใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น (Indigenous Micro Organism/IMO หรือที่เรารู้จักกันดีคือน้ำหมักชีวภาพ ที่ได้จากการหมักผัก/ผลไม้/เนื้อสัตว์กับน้ำตาลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การเกษตรเพราะเราสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางและได้ผล)จนเมื่อมาพบ กับปัญหาดังกล่าวข้างต้นทำให้มีความพยายามหาทางแก้ไข โดยเกษตรกรบางกลุ่มในเขตอำเภอเชียงคำ และอำเภอปง จังหวัดพะเยาได้นำเอาความรู้ที่ได้มาทดลองทำเมื่อ 3 – 4 ปีก่อน และกลุ่มผู้เลี้ยงหมูในจังหวัดชัยภูมิได้ไปศึกษาดูงาน และนำมาขยายผลต่อ ดังที่ท่านกำลังจะได้ศึกษาต่อไปนี้

หมูหลุมดิน ชีวภาพ ในการเลี้ยงหมูต้นทุนต่ำ หรือหมูหลุมดินชีวภาพนี้ สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณร้อยละ 70 เนื่องจากอาหารหลักที่ให้หมูกินคือผักนานาชนิด และอาหารสำเร็จ หรืออาหารผสมเพียง ร้อยละ 30 เท่านั้น จึงสามารถลดต้นทุนลงได้อย่างมาก ขณะที่หมูมีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จเพียง อย่างเดียว สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากคือกำไรที่ผู้เลี้ยงจะได้รับ เพราะต้นทุนต่ำมาก เพราะประหยัดค่าอาหาร ค่าน้ำล้างคอก อีกทั้งยังได้ปุ๋ยหมักอย่างดีไปใส่นา หรือสวนได้โดยไม่ต้องกลับกองให้เหนื่อยอีกขณะเดียวกันหมูที่เลี้ยงก็ไม่มี อาการเครียด หรือส่งเสียงร้องสร้างความรำคาญเพราะพื้นคอกเป็นแกลบผสมดินที่มีความอ่อน นุ่ม เวลาหมูเดิน หรือนอนก็ไม่เจ็บ และสามารถขุดคุ้ยเล่นได้ตามสัญชาติญาน สิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งคือ การเลี้ยงแบบนี้ไม่มีกลิ่นมารบกวนเลยแม้จะเข้าไปอยู่ในคอกหมูก็ยังไม่ได้ กลิ่น เนื่องเพราะจุลินทรีย์ที่ผสมเข้าไปให้หมูกิน และที่ใช้ราดวัสดุพื้นคอกนั่นเอง

การเตรียมคอก การเลี้ยงแบบเดิมจะเป็นพื้นราดปูนแข็ง เพื่อง่ายแก่การทำความสะอาด ซึ่งทำให้หมูเครียดเพราะอยู่ไม่สบาย แต่การเลี้ยงแบบนี้จะเป็นพื้นอ่อน และโรงเรือนจะต้องสัมพันธ์กับจำนวนหมู โดยให้มีขนาดคอกกว้าง 2 X 6 เมตร สามารถเลี้ยงได้คอกละ 9 ตัว เริ่มด้วยการขุดพื้นคอกลึกลงไป 90 เซนติเมตร (หรือขุดเพียง 45 ซม. แล้วเอาดินที่ขุดขึ้นมานั้นถมด้านข้างก็จะได้ความลึก 90 ซม.) ในการมุงหลังคานั้นควรให้ตีนชายคากว้างกันไม่ให้น้ำฝนสาดเข้ามาในคอก และเมื่อตีฝาคอกแล้ว ต้องใช้อิฐบล็อกหรือไม้ไผ่กั้นรอบ ๆ คอกลึกลงไปจากพื้นดินประมาณ 40 – 50 เซนติเมตร เพื่อกันไม่ให้หมูขุดออกนอกคอกได้ (การกั้นฝาคอกควรติดตั้งประตูปิด-เปิดได้ไว้ เพื่อความสะดวกในการนำหมูเข้า–ออก) สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือบริเวณที่จะสร้างคอกไม่ควรเป็นพื้นที่ต่ำน้ำท่วมขัง และควรเป็นที่ร่มใต้ต้นไม้มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพราะหมูเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอากาศร้อน

การเตรียมวัสดุพื้นคอก เมื่อขุดหลุมเสร็จ ก็ปูพื้นคอกโดยใช้แกลบ 10 ส่วน ผสมดินละเอียด 1 ส่วน เทลงก้นหลุมที่ขุดไว้ให้มีความหนา 30 ซม. แล้วใช้เกลือเม็ด 1 ถ้วยตราไก่ หรือประมาณครึ่งลิตรโรยหน้า แล้วใช้น้ำหมักชีวภาพ 2 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 บัว (10 ลิตร) ราดให้ทั่ว ทำเหมือนเดิมอีก 2 ชั้นจนเท่าระดับพื้นดิน ช่วงนี้วัสดุพื้นคอกจะยังร้อนจากการทำงานของจุลินทรีย์ ทิ้งไว้ประมาณ 10 วันจึงนำหมูเข้าอยู่ได้ และควรราดน้ำหมักชีวภาพลงบนพื้นคอกเพิ่มเติมอีกทุก ๆ 5-7 วัน ครั้งละ 1 บัว ภายหลังจากเริ่มเลี้ยงหมูแล้ว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ

การเลี้ยงหมูหลุม การให้อาหารและน้ำ อาหารผสม หรืออาหารสำเร็จที่เคยให้เป็นหลักนั้นจะต้องลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 30 เช่น เราเคยให้ตัวละ 2 กก. ต่อวัน ก็จะต้องเหลือแค่ตัวละ 6 ขีด ต่อวัน ส่วนอาหารที่จะให้หมูกินเป็นหลักคือผักที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไป เหมือนการเลี้ยงในสมัยก่อน เช่น หยวกกล้วย ผักเบี้ย ผักขม ผักตบชวา ยอดกระถิน ยอดข้าวโพด ใบมัน ฯลฯ โดยนำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วแช่ในน้ำที่ผสมน้ำหมักชีวภาพไว้นานประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ซึ่งใช้สูตรเดียวกับน้ำที่ให้หมูกิน คือผสมน้ำหมักชีวภาพกับน้ำ ในอัตราส่วนตั้งแต่ 1 ต่อ 1,000 สำหรับหมูเล็ก, 1 ต่อ 800 สำหรับหมูรุ่นและ 1 ต่อ 500 สำหรับหมูใหญ่ หรือหมูพ่อ-แม่พันธุ์ (น้ำ 1 ปี๊บ มี 20 ลิตร หากเป็นหมูเล็กผสมแค่ 2 ช้อนโต๊ะ,หมูรุ่น ผสม 3 ช้อนโต๊ะ, หมูใหญ่ ผสม 4 ช้อนโต๊ะ)

การป้องกันโรค เนื่องจากการเลี้ยงหมูแบบต้นทุนต่ำนี้ มีน้ำหมักชีวภาพซึ่งมีจุลินทรีย์ และวิตามินจากผักเป็นตัวหลักในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหมู แต่หากอาหาร หรือน้ำไม่สะอาดพอ หมูอาจมีอาการท้องเสีย หรือขี้เหลวได้ (ซึ่งปกติไม่ค่อยเกิดบ่อยนัก) ต้องรักษาโดยนำใบผรั่งสด ใบฟ้าทะลายโจรสด และเถาบอระเพ็ดเอาให้หมูกิน รวมทั้งจะต้องหาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น อาหารและน้ำอาจไม่สะอาดพอ ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ นอกจากนี้ควรใช้มุ้งเขียวคลุมคอกเพื่อกันยุงตั้งแต่เย็นถึงเช้า แต่หากเป็นพื้นที่ที่มีตัวริ้นชุกชุม (โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน) ควรนำเอาตะไคร้หอมมาทุบแช่น้ำ แล้วฉีดพ่นให้หมูในช่วงหัวค่ำ (ระวังอย่าให้เข้าตา) เนื่องจากตะไคร้หอมมีสรรพคุณช่วยไล่แมลงได้เป็นอย่างดี


£


ธนกฤต สุวรรณเทพ  tanakrit_007@hotmail.co.th
29 เม.ย. 2555 , 12:17 AM
ดีมากแตควรตอบทุกคำถาม

ภัทรนันท์  pattaranun87@yahoo.co.th
28 มี.ค. 2555 , 10:08 PM
สนใจมากค่ะ มีที่อยู่จ.น่าน 1งานกว่าๆถมดินไว้เตรียมเลี้ยงหมูหลุม แต่ยังไม่ได้ไปดูงานที่ใหน ศึกษาจากเน็ตล้วนๆ ถ้าพบปัญหาในการเลี้ยงรบกวนขอคำปรึกษาด้วยนะคะ ขอบคุณไว้ล่วงหน้าค่ะ

ส.อ.เพิ่มศักดิ์ ใจทน  oleko_iron@yahoo.co.th
23 ม.ค. 2555 , 08:58 AM
ผมอยู่ชายแดนภาคเหนื่อ แถวปางมะผ้า  อยากจะแนะนำให้ ชาวบ้านเลี้ยงหมูหลุม สร้างอาชีพให้ชาวบ้าน ให้มีรายได้เสริม จากปกติทำเกษตรปลูก
ถั่วแดง ถั่วแขก ซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการปลูกเยอะมาก ตอนนี้ป่าไม้และพื้นที่ราบแทบไม่เหลือ หากชาวบ้านได้มีความรู้เรื่องหมูหลุมและเลี้ยง คงจะไม่ต้องตัดป่าไม้ถากถางพื้นที่เพิ่ม. ผมจะพาชาวบ้านไปอบรมเลี้ยงหมูหลุมได้จากที่ไหนครับ .

บิ๋ม  pretty-girl39@hotmail.com
02 พ.ค. 2554 , 01:17 AM
อยากจะลองเลี้ยงดูค่ะเผื่ออะไร ๆ จะดีขึ้นบ้าง เเต่ไม่ทราบวิธีการเลี้ยง ทุกวันนี้ต้นทุนในการเลี้ยงหมู่ก็เพิ่มสูงขึ้นมาก อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่มีรายรับก็อยากลองเลี้ยงดูค่ะยังไงถ้าใครมีวิธีการเลี้ยง เเละก็ประหยัดเหมาะสำหรับคนที่กำลังจะเลี้ยงหมู่ (มือใหม่หัดขับ)ก็ส่งข้อมูลมาให้ดูด้วยน่ะค่ะขอบคุณมากล่วงหน้าค่ะ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
15 ก.พ. 2554 , 01:41 AM
กรณีท้องเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์ม อย่างเรื้อรังนะครับ

แนะนำตามประสบการณ์ละกัน

1. ดูที่แม่หมูก่อนครับว่าเป็นเต้านมอักเสบไหม ถ้าเป็นสังเกตุโดย ดูที่เต้านมจะร้อนผิดปกติ ลักษณะสีแดง ๆ และแข็ง หากลูกหมูกินนมแม่ซึ่งเป็นนมจากเต้าอักเสบรับรองท้องเสียแน่ล่ะครับ ก็คือต้องฉีดยาให้แม่เพื่อจะผ่านตัวยาไปทางน้ำนมให้ลูกด้วยครับ (หมั่นสังเกตุนะครับ)
2.ลูกหมูที่ท้องเสียขณะดูดนมแม่ใหม่ ๆ และยังหัดกินกล้วยฝาด ไม่ได้ ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำและหมั่นเก็บมูล(ขี้) ของแม่หมูบ่อย ๆ ไม่งั้นเจ้าลูกหมูจะไปกัดกินเล่น ก็ท้องเสียอีกตามเคย

3.สภาพแวดล้อม อย่าให้คอกชื้นครับ ไม่ร้อน ไม่อบ อากาศถ่าเทดี กลางคืนกกไฟให้เหมาะสมหากระสอบมารอง เป็นฟางข้าวยิ่งดีเพราะเปลี่ยนออกทิ้งได้ง่ายไม่ต้องซัก

4.ขาดไม่ได้เรื่องน้ำดื่มต้องสะอาดครับ ผสมน้ำหมักชีวภาพก็ได้แต่สัดส่วนต้องเจือจางหน่อยนะครับ ประมาณ 1 ส่วน ต่อน้ำ 1000 -1200 ครับ ง่าย ๆ ก็เอาหลอดฉีดยาดูดน้ำหมัก 1 cc.ผสมน้ำ 1 ลิตร ล่ะครับ

สาเหตุที่ต้องดูแลเรื่องท้องเสียในลูกหมูให้มากเพราะ ลำไส้หมูเป็นส่วนที่สำคัญมากต่อการเจริญ เพราะเป็นส่วนที่ดูดซึมสารอาหารไปใช้ในร่างกาย หากลูกหมูตัวไหนท้องเสียขึ้นแล้ว (แม้ว่าจะเป็นครั้งเดียว) ก็จะไม่มีวันโตดีเท่าลูกหมูปกติที่ไม่เคยท้องเสียครับ เพราะระบบของผนังลำไล้และส่วนที่ยื่นออกมาคล้ายเส้นขนขนาดเล็กเรียกว่า ไมโครวิลไล (Microvilli) ที่ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มพื้นที่การดูดซึมนั้นเสียหายไปแล้ว

ทางที่ดีครั้งต่อไป ควรกันไว้ดีกว่าแก้ นะครับ ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้ยาปฏิชีวนะเลยครับ
เพราะ หากใช้ไม่ถูกวิธีและไม่ต่อเนื่อง หรือไม่หายขาด การดื้อยาก้จะเกิดฉีดเอา ๆ สุดท้ายหมูก็ไม่รอด
ขอให้โชคดีนะครับ

ช่วงลูกหมูเริ่มกินอาหารเม็ดได้ให้เริ่มฝึกกินกล้วยฝาดหวาน ๆ เลยครับ กินฝรั่งฝาด ๆ หวาน ๆ ด้วยก็ได้ครับ

สากล  sakol2339-32@hotmail.com
15 ก.พ. 2554 , 12:13 AM
K.ภาวดี
ลูกหมูท้องเสีย คงต้องฉีดยาแก้ลำใส้อักแสบ หรือให้กินกล้วยดิบด้วย ช่วยแก้เรื่องท้องเสียดีครับ แต่ถ้าเสียรุนแรงก็ต้องใช้ยาปฏิชีวนะแล้วครับ

ภาวดี  pbm_thai-aus@hotmail.com
15 ก.พ. 2554 , 12:00 AM
โอ้นี่ แหละตรงประเด็นเลย ที่บ้านเลี้ยงแม่พันธ์ ออกลูก แล้ว ตอนนี้มีลูกหมูที่ยังไม่ได้ขายเหลืออยู่ 25 ตัว ท้องเสีย ใกล้ตายแล้ว 1 ตัว ซึ่งที่บ้านเจอกับปัญหาแบบนี้แล้วแก้ไขมีกไม่หาย แก้ยังไง หมูก็ยังท้องเสียอยู่ดี ได้ความรู้แบบนี้ขอบคุณมากเลยคะ อีกไม่กี่เดือนก็จตะลงแม่พันธ์อีก 20 ตัวใครมีอะไรแนะนำ บอกได้นะคะ และขอขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคะ

วรวรรณ  worawanp2010@gmail.com
31 ม.ค. 2554 , 01:22 AM
เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ เพราะตอนนี้ก็เริ่มเลี้ยงหมูหลุมแล้วไปดูแบบจากเขื่อนดิน (อุตรดิตถ์) วัสดุพื้นคอกใช้แกลบ มูลสัตว์ รำ และ EM ใช้อาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยง อยากลดต้นทุนค่าอาหาร บ้านอยู่เชียงรายค่ะ อยากไปดูวิธีการหมักอาหารเลี้ยงหมูและ ความรู้เรื่อง EM ต้องติดต่อไปที่ไหนค่ะ

โชคชัย สารากิจ  chokchai26@hotmail.com
20 ม.ค. 2554 , 06:29 AM
ในฐานะที่เริ่มหมูหลุมคนแรกเมื่อ13ปีที่แล้ว ผมดีใจที่มีคนสนใจมากขื้น มีเกษตรกรมากกว่าหมึ่นคนเข้ารับการอบรม และคนต่างประเทศกว่าร้อยคน ในจำนวนนี้คุณสกล ให้ความสนใจพิเศษมากและลงมึอทำงานด้วยตนเอง จนถึอว่าเชี่ยวชาญสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี ขอสนับสนุนให้ท่านเริ่มต้นด้วยจำนวนน้อยหาประสบการณ์ก่อน โชคดีนะครับ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
22 ธ.ค. 2553 , 10:44 AM
ที่ว่าแมลงวันเยอะ
คงเป็นแบบที่บิน ไต่ตอมสร้างความรำคาญ
ต้องสังเกตุนะครับว่ามันมาตอมอะไร เพราะปกตินี่ ไม่ค่อยมีให้เห้นนะ ผมว่าน่าจะต้องดูแหล่งที่แมลงวันแพร่พันธุ์แล้วหล่ะครับ
ถ้าไม่พบแหล่ง ก็ทำเครื่องดักแมลงวันจากขวดน้ำ ใส่กะปิล่อไปเลยครับ จับง่ายดาย
สบาย ๆ ปกติแมลงวันจะมีมากในเล้าไก่ยืนกรงเพราะมูลไก่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ หนอนแมลงวันเป็นอย่างดี

เพิ่มเติมเรื่องอาหารหมักนะครับ
การทำอาหารหมัก จุดประสงค์หลัก ๆ คือ
1.เพิ่มความน่ากิน จากรสชาติ และกลิ่นส้มๆ นั่นเอง
2.ช่วยให้พืชอาหารที่มีเยื่อใยเคี้ยวง่ายขึ้นเพราะผนังเซลล์พืชแข็งมาก
การได้กรดซิตริกอ่อน ๆ มาช่วยย่อยจะทำให้ สัตว์กินได้มากขึ้น และนำโภชนะบางอย่างไปใช้ได้มากขึ้นเช่น แป้งและโปรตีนที่แทรกอยู่ตามต้นพืช
3.ช่วยในการเก็บรักษาพืชได้นานขึ้นและไม่เน่าเสียทิ้งไปหากกองไว้ในสภาพแวดลอมปกติ
4.เป้นการปรับปรุงเพิ่มคุณค่าของพืชที่มีโภชนะต่ำหลายๆตัวเช่นฟางข้าว หญ้า รวมถึงใบพืช
5.ช่วยกระตุ้นระบบย่อยในสัตว์

สากล  sakol2339-32@hotmail.com
22 ธ.ค. 2553 , 12:17 AM
ออ..เรื่องอาหารหมักมีสารอาหารน้อยหรือเปล่า ตอบว่ามีแต่ไม่มากครับ เพราะอาหารหมักเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารให้หมูกินอิ่มในแต่ละมื้อ ซึ่งเราเชื้อว่าการให้อาหารแบบฟาร์มหรือกินตลอดทั้งวัน ร่างการหมูไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสารอาหารที่กินได้หมด ทำให้มีความสิ้นเปลื่อง และอาหารหมักเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักและมีประโยชน์ต่อระบบการย่อยของหมู จึงทำให้มลูไม่มีกินแรง เป็นที่รบกวนมนุษย์ แต่หมูจะโตได้ดีอยู่ที่สูตรการผสมอาหารว่ามีสารอาหารพอเพียงหรือไม่
ส่วนเรื่องสูตรอาหารนั้น ขอแนะนำเพื่อนสมาชิกว่า ควรศึกษาเชิงวิชาการว่าหมูแต่ละขนาดมีความต้องการสารอาหารอะไรบ้าง และนำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตน โดยคำนึงถึงต้นทุนค่าอาหาร ว่าสิ่งใดจะประหยัดมากกว่ากัน

สากล  sakol2339-32@hotmail.com
22 ธ.ค. 2553 , 12:03 AM
คุณศรัณย์พร
ถามว่าแมลงวันเยอะเอาน้ำหมักราดก็ไม่หาย ผมว่าน่าเป็นแมลงวันจากแหล่งใกล้เคียงหรือเปล่า เพราะน้ำหมักไม่ใช่ยาไล่แมลงวันนะครับ แต่นำหมักจะทำให้หนองแมลงวันอ้วน และไม่เป็นตัวแมลง มีมากๆใช้เลี้ยงไก่ หรือเลี้ยงปลาได้นะ อย่าไปรังเกียจ หนองก็เป็นอาหารสัตว์ชนิดหนึ่ง

หนุ่มพิโลกครับ  panom21@hotmail.com
20 ธ.ค. 2553 , 07:38 PM
ผมอยากลองเลี้ยงบ้างครับแต่ขาดความรู้ ได้แต่ศึกษาจากเวบแต่ก้อได้ความรู้เยอะมากครับกะว่าจะเลี้ยงสัก 5 ตัวก่อน กลัวอาหารไม่พอ เลยอยากจะถามขนาดคอกและราคาลูกหมูว่าประมาณเท่าไร และพันธ์ไหนเลี้ยงแล้วดีเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของพิษณุโลกครับ ช่วยตอบหน่อยนะครับ เกษตรกรมือใหม่ ขอบคุณครับ

นุวัตธ์ นาคคำ  www.ktb2551@hotmail.com
20 ธ.ค. 2553 , 01:40 PM
ขอขอบคุณคำแนะนำของทุกท่านผมจะกลับไปเลี้ยงที่บ้านนอก จะได้กลับไปอยู่กับลูกเมียตอนนี้ทำงานเป็นยามที่ กทม ครับ

ศรัณย์พร  puy_uy@hotmail.com
19 ธ.ค. 2553 , 01:09 AM
ตอนนี้ได้เลี้ยงหมูหลุมแล้วค่ะ เลี้ยงสองรุ่น กำลังขยายรุ่นที่สาม เลี้ยงรุ่นละ 10 ตัว แต่มีข้อสงสัยค่ะ รุ่นแรกกินอาหารหมักแล้วค่ะ แล้วมันขี้เยอะมาก ทำให้มีแมลงวันเยอะ ใช้น้ำหมักราดก็ยังไม่หาย จะทำยังไงดีค่ะ แต่ไม่มีกลิ่นของขี้หมูนะค่ะ แล้วอาหารหมักค่ะ ดิฉันเอาแค่หยวกกล้วยกับมะละกอแค่สองอย่างทำการหมักมันมีสารอาหารน้อยไปหรือป่าวค่ะ ที่ดีควรเพิ่มอะไรหรือแค่นี้เพียงพอแล้วค่ะ เหมือนกับน้องหมูมันผอมลงหรือป่าวค่ะ หรือว่าดิฉันคิดไปเองค่ะ
ขอบคุณค่ะ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
13 ธ.ค. 2553 , 07:19 AM
ใช้ทดแทนได้บางส่วนตามความเหมาะสมครับ
ส่วนวิธีป้องกันความชื้นสะสมคืออย่าด่วนรองพื้นคอกทีเดียวจนสูง 90 -100 ซม.
แต่ค่อย ๆใส่ทีละ 20-30 ซม.ครับ พอเริ่มพื้นคอกชื้นก็เริ่มเติมแกลบครับโดยอาจจะทยอยตักออกบ้างตามสมควร...เพราะมิเช่นนั้นด้านบนก็จะแฉะลอยเป็นชั้นอยู่ไม่สามารถกระจายลงไปด้านล่างได้สะดวก (และควรสำรองไว้ตามที่คุณสากลว่า)

ทั้งนี้ทั้งนั้น แล้วแต่สภาพการเลี้ยงจริง ณ ฟาร์มของคุณเองครับ หมั่นสังเกตุและศึกษา เพื่อการประยุกต์ สิ่งที่ดีกว่าให้ตนเองครับผม

สากล  sakol2339-32@hotmail.com
13 ธ.ค. 2553 , 06:03 AM
คุณศิริลักษณ์
ถ้ามีฟางข้าวมากๆ ตอนเตรียมคอกที่มีความลึก 90-100 ซม.นั้น ผมจะใส่ฟางข้าวขั้นแรก ให้หนาสัก 60 ซม. แล้วใส่แกลบปิดด้านบน เพื่อลดความหนาของแกลบได้บ้าง แต่ถ้าในท้องถิ่นหาแกลบไม่ได้เลย ผมว่าจะมีปัญหาในช่วงฤดูฝนนะครับ เพราะเราควรมีสำรองเพื่อเต็มให้หมู ตอนพื้นคอกแชะมากๆ หรือวัสดุมันยุบลงเป็นปุ๋ยนะครับ และข้อดีของฟางข้าวนั้นมีเชื้อราขาวอยู่มากด้วยนะ

ศิริลักษณ์  tick14833@hotmail.com
11 ธ.ค. 2553 , 06:12 PM
ใช้ฟางแทนแกลบได้ไหมค่ะ

แผ่นดิน  deen.civil@hotmail.com
30 พ.ย. 2553 , 11:19 PM
ขอบคุณทุกคนมากครับที่ให้ความรู้

ดวงดาว  maprang310@gmail.com
23 พ.ย. 2553 , 10:56 PM
ดีมากค่ะเป็นความรู้ที่สนใจตอนนี้กำลังดำเนินงานอยู่ค่ะ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
15 พ.ย. 2553 , 07:34 PM
คุณสัจจพลครับ
ผมไม่มีเจตนายียวนกวนประสาทคุณนะครับ
แต่ผมว่า หากคุณเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนจริงๆ ทำไมคุณไม่ดูแลเขาให้ดีล่ะครับ (เพื่อนคุณนี่ครับ)
คุณจะประหยัดกับเพื่อนคุณมากมายทำไม เลี้ยงเหมือน Pet (เช่น สุนัข และแมว)
ผมว่าน่าจะเปลี่ยนเป้นประเด็นที่ว่า
ทำอย่างไรให้เขาอยู่กับคุณนานที่สุดดีกว่าไหมครับ
ก็ต้องศึกษาเรื่อง หลักการสวัสดิภาพที่ดีของการเลี้ยงสัตว์ครับ
รวมทั้งการดูแลสุขภาพให้เขาได้ออกกำลังกาย
และแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้มากที่สุด...ว่าไหมครับ

เลี้ยงเขาให้มีสุขภาพดีครับ ดู การให้คะแนนร่างกายสุกรประกอบก็ได้
ลองค้นหาในอินเตอร์เนตนี้ดูครับ
ขอให้เพื่อนคุณอยู่กับคุณนานๆ นะครับ (ตามข้อมูลที่ผมพอจะทราบสุกรเป็นสัตว์เลี้ยงที่ฉลาดเป็นอันดับที่ 4 เลยนะครับ)

สัจจพล  james.bond009@live.com
12 พ.ย. 2553 , 11:36 PM
ผมเลี้ยงหมูไว้เพื่อเป็นเพื่อน ไม่ขาย ไม่ฆ่า จนกว่ามันจะตายไปเอง ผมอยากทราบวิธีที่ประหยัดกว่านี้มีวิธีไหนอีกไหมครับ ขอบคุณครับ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
10 พ.ย. 2553 , 11:14 PM
ขอแก้ไขนะครับ
ตรงต้นทุนค่าผักครับเป้น กก. ละ 3 บาทครับ
ไม่ใช่ 5 บาทครับ
ยังไง ๆ ลองคิดจากพื้นฐานของราคาใกล้บ้านนะครับ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
10 พ.ย. 2553 , 10:16 PM
เฮ่อ........มาถามเรื่องต้นทุนกับผม
มันตอบยากนะท่าน อิ อิ
อืม คุณ คำนวณเป็นต่อ กก. ดีกว่าครับ

ปกติอาหารหมูจะบรรจุ 30 กก.
สมมุตินะ กระสอบละ 360 คุณจะมีกำลังการใช้อาหาร 360บาท/ 30 กก.
หรือ คุณมีต้นทุนที่เน่าเสียได้อยู่ในบ้านแล้ว กก. ละ 12 บาทครับ

และปกติทุก ๆ 1 กระสอบ คุณจะทำอาหารหกเอง หรือ หมูที่กินทำเสีย ทำหก รวม ๆกัน 1 กก. ครับ คือ
อาหารทุกๆ 1 กระสอบคุณจะขาดทันอย่างไม่มีทางเลี่ยงแน่ ๆ 12 บาท

ทีนี้คุณเอาราคาต่อ กก.นี่แหและไปคูณจำนวนที่หมูคุณกินไปครับ

สมมุติหมูหลุมเลี้ยงอาหารครึ่งเดียวนะ ตกวันละ 2 กก. ปกติน่าจะ 4 กว่า ๆ (เฉลี่ยตลอด 5 เดือนแล้วนะครับ)

คุณเลี้ยงวันละ 2 กก. * 12 บาท (ราคาอาหารก็เฉลี่ยเหมือนกัน เพราะช่วงต้น ๆ หมูจะกินอาหารแพงตาม เปอร์เซนต์โปรตีนที่สูงนั่นเอง)
เลี้ยง 5 เดือนก็ 150 วัน

ได้ 2*12*150 เท่ากับ 3,600 บาทครับ
ต้นทุนค่าผักผมให้เลย 5 บาท/กก.
เป็น 2*3*150 เท่ากับ 900 บาท

1 ตัวคุณลงทุน (อาหาร) เป็น 4,500 บาท

หากหมูโลละ 60 บาท ขายซัก 100 กก. ได้ 6,000 บาท กำไรก็ 1,000 บาท หักออก 500
คือค่าใช้จ่ายอื่น ๆที่ผสมความเสี่ยงทุกอย่างไปแล้ว

-ต้นทุนด้านสุขภาพขอบอกว่า แทบไม่มีครับ หมูแทบไม่ป่วย หรือไม่ป่วยเลยก็ว่าได้

-แรงงานหากคุณเจียดเวลามาและคิดว่าทำเป็นงานอดิเรกก็คิดเป็นชั่วโมงก็ได้ชั่วโมงละ 10 บาทก็พอ

-สิ่งก่อสร้างคุณ สร้างคอกยิ่งประหยัดยิ่งพอเพียงทุนก็น้อยครับ ก็คิดค่าเสื่อมจากซากโรงเรียนว่าใช้ได้กี่ปี ราคา ณ วันที่เป็นซากเท่าไรครับ หักออกเอาที่เหลือมาหารจำนวนปีที่ใช้งานได้คือทุนต่อปี เช่นโรงเรือน 40000 บาท ใช้ได้ 10 ปี
สุดท้ายเหลือซากเป็นมูลค่าดังนี้

หา% ค่าเสื่อมก่อน สมมุติมานะครับราคาทุน 40000 ราคาซาก 4000 อายุการใช้งาน
10 ปี เราก็เอา 100%/10 ปี ได้ 10%
อีกส่วนคือราคาทุนหักซาก ได้ 40000- 4000 = 36000
ดังนั้นค่าเสื่อมราคาคือ 10% ของ 36,000 = 3,600 ครับ ราคาตามบัญชีก็คือ ราคาทุนจริงๆ = 3,600 (ราคาทุน-ราคาซาก)
ลองเอาไปคิดเล่น ๆ นะครับ คุณเลี้ยง 20 ตัว ค่าเสื่อมโรงเรือน/ตัว
ก็คือ 3,600/20
= 180 บาท/ปี แต่ต้องนำมาหาร 2 เพราะปีนึงคุณน่าจะลงได้ 2รุ่นใช่มะ
ก็เป็น 90 บาทต่อรุ่นครับ

เมื่อกี๊ผมหักออกมาสำรองเล่น ๆไว้ 500 บาท (จำได้ไหมเอ่ย) ก็ลบ ไป 90 แล้วนะ
หักดอกเบี้ยรายเดือนธกส ดูเล่น ๆ ครับ คุณมีหนี้ แสนนึง ปีนึงนึงคุณส่งดอก 7,500 บาทต่อปีสมมุติครับ 6 เดือน(หมู 1 รุ่น) คุณจ่ายดอก 3,750 บาทครับ
3,750/20 ตัวก็ 188 ต่อการขุน 1 ตัว

ตอนนี้( 500 - 90) - 88 แล้วนะครับ
ค่ายาตกตัวละ 82 บาทละกันจะได้ลง 0 เป็น 500-90-88-82 = 240 แล้ว
คุณก็มานึกอีกว่าเราใช้จ่ายอะไรอีกที่จะทำให้เราขาดทุน(กำไร)เพิ่ม
ก็มี
ค่าน้ำ
ค่าไฟ
ค่าแรงตัวเอง
ค่าคนงาน
ค่าน้ำมันบรรทุกอาหาร
ค่าน้ำหมักชีวภาพ
ค่าวัสดุเกษตร เช่น แกลบ กระป๋อง ตะกร้า ขัน รางอาหาร จิปาถะ
แล้วลองดูเอาครับว่า
อืม.....ได้ตัวละเท่าไร
อย่าลืมคิดราคาปุ๋ยต่อกระสอบด้วยนะว่ามีมูลค่าเท่าไรเพราะนั่นคือรายได้ครับ
ตอนนี้แถวนี้เขามาตักเอง กระสอบละ 50 บาท (กระสอบ 30 กก.)
ดังนั้น ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากหมูหลุม ถ้าได้ 4 ตัน (หมู 20 ตัว) คือ 4000 กก.
ก็ 4000/30 = 130 กระสอบ หักตกหล่นเอาไม่หมดแล้ว
ก็ได้เงินเพิ่ม = 130*50 บาท =6,500 บาท (หมูอีกตัวเลยนะเนี่ย)

แสดงว่า หมู 1 ตัว ให้รายได้จากปุ๋ย = 6500/20 = 325 บาท ครับ

ลองคิดดูบ่อย ๆ นะครับ แต่ที่ผมให้ตัวเลขมาคุณต้องอัพเดทด้านราคากลาง และราคาตลาดละแวกใกล้เคียงดูครับ ขอย้ำนี่คือวิธีคิดครับ ไม่ใช่วิธีเดียวที่มี

อีกข้อสำคัญ มีภรรยาหรือยัง
ถ้ามี ก่อนเลี้ยงถามภรรยาก่อนนะครับ (นี่หล่ะ หุ้นส่วนของคุณ) มีความสำคัญเกี่ยวกับ กระแสเงินสด และสภาพคล่องของคุณเป็นที่สุด
555+

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
10 พ.ย. 2553 , 09:01 PM
คุณเกียรติศักดิ์ครับ

เราเลี้ยงหมูหลุมติดบ้านเลยก็ยังได้ครับ แต่เรื่องนี้นั้นไม่สำคัญเท่า ทำเลที่ตั้งครับผม
เพราะ ที่ ๆ เหมาะแก่การสร้างคอกนั้น

1.ต้องไม่เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง
2.ต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก
3.ดินไม่ควรเป็นดินที่ขุดยาก หรือเป็นดินทรายไป (ถ้าเลือกได้นะครับ)
4.ไม่ห่างไกลจากการขนส่งมากเกิน (มันลำบากเราเอง...เหนื่อยน่ะครับ)
5.มีร่มเงาไม้บ้างก็ดีครับ แบ่งเบาอากาศร้อนๆได้มากเลย
และอื่น ๆ ก็ต้องลองดูสภาพโดยรวมบ้านเราเองครับ ตัวอย่างนะ....เหตุการณ์น้ำท่วมที่คุณเห็นช่วนี้ บ้านไหนที่ยังคงสร้างบ้านตามแบบวิถีไทยเดิมๆ คือ ยกบ้านสูง ๆ มีเรือ 1 ลำเหน้บไว้ใต้ถุน บ้านหลังนั้น และคนในบ้านก็เจ็บตัวน้อยที่สุด คุณเห็นด้วยไหม เพราะว่าเขาเข้าใจถึงภูมิประเทศที่ตัวเองอยู่ไงครับผม

เกียรติศักดิ์  kiattisak@hotmail.com
09 พ.ย. 2553 , 12:56 AM
พี่ภูวดลครับต้นทุนของอาหารสำเร็จเลี้ยงหมูขุน20ตัว4เดือนเท่าไรครับ แล้วอาหารเสริมที่เป็นหยวกกล้วยกับต้นข้าวโพดให้แบบไหนครับต้มหรือเปล่าเราทำเป็นอาชีพหลักเลยได้ไหมครับ พื้นฟาร์มกี่เดือนเปลี่ยนครับ แล้วใช้EMแบบไหนผมขอข้อมูลพี่หน่อยครับน้องเอมมือใหม่ 088-4344749 ขอเบอร์พี่ด้วยครับ ขอบคุณครับ

เกียรติศักดิ์  kiattisak@hotmail.com
09 พ.ย. 2553 , 12:20 AM
คุณพี่ครับเราควรเลี้ยงหมูหลุมไกลจากบ้านเท่าไหรครับแล้วกลิ่นจะเหม็นไหม

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
08 พ.ย. 2553 , 09:34 PM
การเลี้ยงหมูหลุมก็ต้องมองทรัพยากรที่เราต้องมีครับ
บางปี บาง ฤดูมันแล้งและมีวิกฤตน้ำคงต้องปรับตัวตามๆกันไป
หมูหลุมของชวบ้านที่ผมไปส่งเสริมไว้
ตอนนี้เขาเลี้ยงเก่งขึ้นทุกวันเพราะหมั่นสังเกตุ สอบถามและ ทดลองครับ
ที่ว่าพืชผักไม่พอ ก็ลองทำแหล่งเก็บน้ำเพิ่มและปลูกพืชอาหารสัตว์ ข้าวโพด ข้าวไร่ หว่าน ๆ ทิ้งไว้เดี๋ยวก็มีผลผลิตครับปุ๋ยก็เอาจากหมูหลุม ส่วนหยวกนั้นมีความเป็นไฟเบอร์(กากใย)สูงมาก ก็ต้องซอยเล็กหน่อยและผสมเข้ากับอย่างอื่น
ที่นี่เศษปลาตากแห้งเอามาบด ๆ ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหารได้เป็นอย่างดี

คงไม่ว่านะครับหากผมจะขอพูดว่าการนำหมูเลี้ยงแบบหมูหลุมแล้วขุนอาหารสำเร็จแบบกินเต็มที่ (ad libitum) นั้นผมไม่เรียกว่าหมูหลุมครับ...เราก็ยังมองธุรกิจนำหน้าอยู่ดีและเราก็ต้องพึ่งอาหารสำเร็จของพ่อค้าอีกอยู่วันยังค่ำ
ผมสนับสนุนให้พึ่งพาตนเองครับ ไม่ใช่เจออุปสรรคก็หันหลังกลับไปเข้าวงจรเดิม...

ส่วน
1. การหมักแบบปิดฝานั้นแก๊สที่เกิดจากกระบวนการหมักจะระบายออกได้ยากครับ
ส่วนกระดาษจะมีรูพรุนมากกว่าทำให้แก๊สระบายออกได้ดี ลองเอาของสองสิ่งนี้ไปส่องแดดดูจะเห็นเลยว่ากระดาษมองลอดแสงได้มากกว่า
2. ราขาวคือราดีมีประโยชนืครับ ราดำและราสีส้มเป็นพวกก่อโรค อันนี้ผมอ่านจากหนังสือที่ อ.ดร.อานัติ ตันโช แปลมาจาก อ.ฮาน คิว โช ครับ
ส่วนน้ำหมักนั้นหากคุณทำตามสูตรแล้ว พอได้เวลาครบก็ใช้ได้ครับ เพียงแต่ต้องวางแอบไว้ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูม 25- 28 องศา ไม่ตากฝน ห้ามตากแดด และไม่เปิดดูบ่อยไป
หากครบวันก็ลองเปิดดูสภาพของ น้ำหมักสูตรผลไม้และผักก็จะเหลือให้เห็นแต่กากใยเป็นส่วนใหญ่ กลิ่นจะหอมเหมือนเหล้าผลไม้ ส่วนสูตรเนื้อนั้นเนื้อที่ถูกย่อยจะลอยมีลักษณะคล้ายก้อนฟองน้ำยุ่ยๆ ครับผม กลิ่นจะหอมเหมือนน้ำปลาโรงงานเลย
ส่วนราขาวจะเกิดปกคลุมผิวหน้าก็แสดงว่าปกติถึงดีครับ

ส่วนอันนี้พูดกว้าง ๆ ไว้เผื่อตรงกับความสงสัยในใจในอนาคตนะ

1.ไม่ต้องสงสัยนะครับว่าทำไมหมักตั้งนานแล้วพืชผักหรือผลไม้บางชนิด(โดยเฉพาะส่วนเปลือก) ยังมีให้เห็นไม่ยอมถูกย่อย เพราะแหล่งอาหารประเภทเยื่อใยนี้ จุลินทรีย์ย่อยไม่ได้หรอกครับ ขนาดจุลินทรีย์เก่งๆในกระเพาะวัว หรือน้ำกรดเข้มข้นยังย่อยมันไม่ได้เลย เพราะเยื่อใยจะมี เซลลูโลส ลิกโนเซลลูโลสและ สารจำพวกซิลิกาบ้าง สะสมเป็นโครงสร้างให้พืชคงลำต้นไว้อยู่
ดังนั้น คงคลายความสงสัยไปได้บ้างนะครับผม

2. หมูเหมือนคนนะครับ มันเบื่อเป็น...กินผักเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ก็เบื่อ ต้องลองเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการให้ หรือชนิดอาหารดูบ้าง ผักที่มันเหม็นเขียวแข็งไปก็ตั้งเตาฟืนต้มซะเลย ที่นี่เขาใช้ปลีกล้วย ยอดแค ต้มผสมฟ้าทลายโจรปนๆ อาหารเม็ด+น้ำหมัก + หญ้าก็เห็นหมูกินเอาๆ ครับ (ปลีกล้วยนี้สุดยอดแห่งธาตุเหล็กครับ) หากที่บ้านมีต้นมะพร้าวก็ลองขูดผสมให้มันกินบ้าง มีลูกปาล์มร่วงก็โยน ๆ ลงไป (ทางใต้นะครับ)

3.หมั่นสังเกตุสุขภาพหมู ดีที่สุดแนะนำให้สอนลูกสอนหลานให้ดูครับ เพราะเด็กๆ จะมีสมาธิและได้ฝึกการช่างสังเกตุไปด้วย ดูจมูกหมูว่าแห้งไปไหม เยื่อตาแดงไปไหม หายใจหอบไหม นั่งไอ ท่าเดินเป็นอย่างไร ดูก้น ดูมูล ดูท่านอนดู อาการทางสังคมเช่น ยังแย่งกันกินอาหารดีอยู่ไหม ตอบสนองต่อคนที่ผ่านไปมาดีไหม หมั่นสอบถามเพื่อนบ้านถึงอาการของหมูเขา และข่าวอาการป่วยของหมูในละแวกที่จะแพร่มาถึงบ้านเราได้

4.ฝึกให้ตนเองเป็นคนที่ช่างสังเกตุ ช่างวิเคราะห์นะครับ ผมพูดมานี่ ลองดูว่าเป็นจริงได้ไหม ก็พอไม่ต้องเชื่อหรอก...เนอะ

ประภาภรณ์  pui_2512@live.com
07 พ.ย. 2553 , 11:55 PM
เลี้ยงหมูหลุมใช้อาหารหมักจากต้นกล้วยแล้วโตช้า ยุ่งยากในการหาส่วนผสมที่แพงขึ้นมากแถมยังโตช้า หน้าแล้งหาต้นกล้วยยากมาก ที่ปลูกไว้ก็ไม่พอ เลี้ยงมา 3 ปี ปีที่ 4 เลยเปลี่ยนรูปแบบเป็นเลี้ยงแบบหลุมแต่ใช้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดแทนโตเร็วและพ่อค้าก็ชอบเพราะหมูที่เลี้ยงแบบหลุมมีมันน้อย คำนวณต้นทุนล่วงหน้าได้เลยว่าจะต้องใช้เงินค่าอาหารเท่าไหร่/จำนวนตัวที่เลี้ยง 4 เดือน นำหนักเฉลี่ย 90-110 กก.เลยค่ะ จากเดิม เฉลี่ย 70 -90 กก.

สากล  sakol2339-32@hotmail.com
07 พ.ย. 2553 , 08:04 PM
K. จตุพงษ์
OK แล้วครับถ้าอาหารหมักนั้นเกิดเชื้อรา แต่ขอเป็นราขาวนั้นครับ
ส่วนหนังสือลองติดต่อ อ.โชคชัย 081-386743

จตุพงษ์  oe_aw@hotmail.com
05 พ.ย. 2553 , 01:14 AM
ผมเริ่มเลี้ยง10ตัวครับศึกษาจากเวบเอาครับ พอทำจริงมีเรื่องสงสัยหลายเรื่องครับขอคำแนะนำด้วยครับ
1 การหมักอาหารในถัง ปิดฝากับกระดาษปิดต่างกันยังไงครับ ของผมเพิ่งลองทำรุ้สึกว่าถังที่ใช้กระดาษปิดจะมีราขึ้น แล้วอาหารหมักที่ใช้ได้มีลักษณอย่างไรครับ ระยะในการหมักและการหมดอายุด้วยครับ
2 น้ำหมักที่ใช้ได้ต้องมีลักษณะอย่างไร เพราะผมทำตามเวบเลยไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้รึเปล่า
หนังสือหรือเอกสารเกี่ยวกับหมูหลุมหาซื้อจากที่ไหนได้บ้างครับ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
28 ต.ค. 2553 , 09:40 AM
อีกนิดนึงครับ...
เพิ่งเห็นว่าหมูใกล้คลอด ช่วงนี้หากล้วยน้ำว้าสุกและผักหย้าให้แม่หมูกินเยอะๆๆ นะครับเพื่อบำรุงและป้องกันท้องผูก (จะเบ่งคลอดลำบากครับ)

และก่อนคลอก 7 วัน ก็ห้ามป่วยเด็ดขาด(ประคบประหงมนิด)
ช่วง 7 วันนี้อาหารลดเหลือวันละ 1 กก.ครับ ก่อนคลอด 3 วันก็ วันละครึ่ง กก. วันที่จะคลอด(บีบนมเต้าแรกที่หน้าอกดู...แล้วนมไหล) ก็งดอาหารครับ
ช่วงนี้กล้วย ๆๆๆ ครับ แก้เครียดมากๆ เลย

พอลูกคลอดแล้วแนะนำให้ว่าอายุลูกได้สัก 10 วันให้กล้วยห่ามเหลือง (เพิ่งเริ่มเหลืองครับจะติดฝาดนิดหวานหน่อย...นี่หล่ะชอบมาก) ตัวนี้จะกันลูกหมูท้องเสียจนหย่านมเลยครับ เพราะในกล้วยติดดิบนี้จะมีสาร แทนนินที่ยับยั้งเชื้อก่อโรคท้องโรคได้ครับ (มีงานวิจัยทำกันไปแล้วในวงกว้าง...แต่ชาวบ้านวิจัยกันเองมาสิบๆ ปีแล้ว 555+)

ลองดูนะครับ หาในเวปก็ได้ครับ แต่อันนี้ประสบการณ์ตรงที่ผมขอลอกเอาจากภูมิปัญญาชาวบ้านครับ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
28 ต.ค. 2553 , 09:27 AM
สารในพืชประเภทมันสปล.+ใบ และในหัวกลอย คือไฮโดรไซยาไนด์ ครับกินดิบไม่ได้ครับน้ำลายฟูมปากและตายในที่สุด(เหมือนโดนวางยา)
ส่วนในใบกระถินคือ ไมโมซิน ตัวนี้จะยับยั้งการสังเคาราะห์โปรตีนครับ
วิธีแก้ไข เอาสารพวกนี้ออกง่ายๆ คือ ตากแดดให้แห้ง และแช่น้ำครับ ใบกระถินนี้จะสะดวกกว่าแสญเสีย(ร่วง) และ ได้ปริมาณน้อยกว่าแจ่พิษก็น้อยกว่ามากครับ
หรือสังเกตุภูมิปัญญาง่ายๆ ครับ คนกินได้หมูกินได้ครับ

มันสปล. เป็นแหล่งของพลังงานครับ(แป้ง) ซึ่งเหมาะในการนำมาหมักครับ
แถวๆนั้นมีสถานีอาหารสัตว์ไหมครับ ลองไปติดต่อขอพันธุ์หญ้ารูซี่ หรือเนเปียแคระดูครับ เอามาปลูกแล้วพอได้อายุสัก 30-45 วัน ก็สับและหมักร่วมกับอาหารตัวอื่นคุ้มแน่ครับเพราะโตไว โปรตีนก็สูงด้วยแต่อย่าใช้มากเกินครับกากใยมันสูงครับ ยังไงก็ขอหนังสือเขามาอ่านประกอบด้วยก็ได้จะได้เพิ่มความรู้ครับ

อืมส่วนอ้อยจะหนักไปทางให้ความหวานน่าจะนำไปคั้นน้ำใช้ต่อเชื้อ IMO แบบนั้นล่ะครับ ยิ่งแบบธรรมชาติด้วยเชื้อดีเราก็โตดีไปด้วย
ไม่งั้นลองปบกเปลือกแล้วหักเป็นท่อน ๆ โยนให้หมูกินแก้เครียด ก็น่าจะได้ครับ
นานๆให้สักหน หรือให้ลูกหมูตอนหย่านมก็ได้ผมว่าลืมแม่หมูกันไปเลยทีเดียว เพราะหมูชื่นชอบรสหวามที่สุดครับ
เห็นหรือยังครับว่า การเลี้ยงหมูหลุมนี้ทำให้เราเป้นนักค้นคว้า ศึกษา และทดลองได้ขนาดไหน....ยังมีอีกหลายประเด็นครับที่คุณต้องพบ
ยังไงเสียอย่าลืมคำว่า พอเพียง และเกษตรผสมผสานนะครับ
ผมเข้ามาดูเรื่อยๆ แหละครับ แนะนำตามประสบการณ์และความเป็นเพื่อนร่วมสังคมครับ

สากล ศรีรัตนศักดิ์  sakol2339-32@hotmail.com
28 ต.ค. 2553 , 12:21 AM
คุณอุไรวรรณ ถามว่า ใช้มันสำปะหลัง และอ้อย ทำเป็นอาหารหมักได้ไหม
ผมใช้มันสำปะหลังแห้งมาป่นผสมเป็นอาหาร ครับ ส่วนอ้อยนั้นใช้หมักเลี้ยงเชื้อ IMO
ถ้าหัวมันสำปะหลังที่จะนำมาหมักขอให้ตากให้แห้งก่อนนะครับ เพราะในหัวมันดิบจะมีสารพิษชนิดหนึ่ง ที่สัตว์ทานจำนวนมากทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในใบมันสำปะหลัง แต่สารเล่านี้จะสลายเมื่อได้รับความร้อน เช่น ตากแดดให้แห้ง หรือนำมาต้ม ครับ

อุไรวรรณ  uraiwan41@gmail.com
28 ต.ค. 2553 , 12:04 AM
มีความสนใจอยากเลี้ยงหมูหลุมเหมือนกัน เพราะในเดือนพฤศจิกายน หมูก็จะออกคลอดลูกแล้ว แต่กังวลเรื่องอาหารเสริมหรือการหมักอาหาร อยากทราบว่าการทำอาหารหมักใช้หัวมันสำปะหลังและอ้อยได้ไหมเพราะในพื้นที่่หมู่บ้านปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ช่วยให้คำแนะนำด้วยคะ ขอบคุณค่ะ

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
23 ต.ค. 2553 , 02:17 AM
คุณสากล

คุณมีประสบการณ์สูงเลยนะครับในเรื่องนี้ ถ้าอยู่ใกล้ๆกัน ผมอยากเชิยคุณมาเป็นวิทยากรรับเชิญเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านมากๆ (ผมอยู่ชุมพรแหน่ะ...)
ที่นี่ยังขาดเกษตรกรหัวก้าวหน้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าถามอยู่มากครับ

จะออกแนว ทำตามใจแล้วตั้งตนเป็นตัวอย่างเสียมาก เทคนิคดีดีก็ไม่จดบันทึกไว้ถ่ายทอด
ส่วนราชการเองก็ มุ่งแต่ทำผลงานตัวเอง เป้นหัวข้อๆไป เสร็จแล้วก็จบกัน

ผมเองนานๆ ทีจึงจได้ออกไปติดตามผลจากการอบรมชาวบ้าน อบรม 30 คน ทำได้ผลจริง
2 คน ผมดีใจแล้ว
เพราะทีนี่ทำแต่ ปาล์ม กับยาง (และอะไรก็ได้ที่ตามกระแส)

ภูวดล  modmellow@hotmail.com
23 ต.ค. 2553 , 02:17 AM
คุณสากล

คุณมีประสบการณ์สูงเลยนะครับในเรื่องนี้ ถ้าอยู่ใกล้ๆกัน ผมอยากเชิยคุณมาเป็นวิทยากรรับเชิญเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านมากๆ (ผมอยู่ชุมพรแหน่ะ...)
ที่นี่ยังขาดเกษตรกรหัวก้สวหน้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าถามอยู่มากครับ

จะออกแนว ทำตามใจแล้วตั้งตนเป็นตัวอย่างเสียมาก เทคนิคดีดีก็ไม่จดบันทึกไว้ถ่ายทอด
ส่วนราชการเองก็ มุ่งแต่ทำผลงานตัวเอง เป้นหัวข้อๆไป เสร็จแล้วก็จบกัน

ผมเองนานๆ ทีจึงจได้ออกไปติดตามผลจากการอบรมชาวบ้าน อบรม 30 คน ทำได้ผลจริง
2 คน ผมดีใจแล้ว
เพราะทีนี่ทำแต่ ปาล์ม กับยาง (และอะไรก็ได้ที่ตามกระแส)

สากล ศรีรัตนศักดิ์  sakol2339-32@hotmail.com
20 ต.ค. 2553 , 07:04 PM
คุณ วิดารินทร์
คุณพ่อจะเลี้ยงที่ไหน ถ้าอยู่ใกล้กันยากให้มาดูตัวอย่างก่อน หรือ ศึกษาจากใน เว็ป ซึ่งเท่าที่ดูนั้น น่าจะเป็น รูปจากฟาร์ม ดร.โชคชัย สารกิจ ที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ผู้เป็นต้นแบบในการเลี้ยงหมูหลุมในเมืองไทย
การทำคอกควรมองเรื่องภูมิสังคม ด้วยนะ คือภูมิศาสตร์บริเวณนั้นๆ ว่า ร้อนไหม หนาวไหม ที่ลุ่ม ที่ดอน เพราะมีผลต่อการออกแบบคอกด้วยครับ เช่น พื้นคอกที่เราแกลบลงไปนั้น เมื่อเลี้ยงไปได้ระยะ จะเกิดการหมักของมูลสุกรกับแกลบในคอก มากๆเข้าจะเกิดความร้อน ทำให้พื้นคอกอุ่น เหมาะที่จะเลี้ยงในภาคเหนือที่มีอากาศเย็น แต่ถ้าเป็นภาคกลาง ควรมีหลังคาสูงๆระรายลมได้ดี คอกควรโปร่ง ครับ
1.การเลี้ยงหมูหลุม นั้นเราแน่นเลี้ยงเป็นหมูขุน คอกควรเป็นคอกรวม โดยออกแบบให้มีพื้นที่การเลี้ยงตัวละ1.5-2.0 ตารางเมตรต่อตัว คอกซอยนั้นเหมาะเลี้ยงหมูแม่พันธุ์มากกว่า
2.อาหารหมักคงหมายถึง หยวกกล้วยหมัก ส่วนใหญ่ผมหมักราวๆ3วัน จึงใช้ได้และเก็บไว้ใช้เรือยๆไม่เกิน 7 วัน ก็ต้องทำใหม่
3.เรื่องยากันยุง เคยใช้ตะไคร้หอมใส่พื้นคอก ปรากฎว่าหมูกินหมด เรื่องยุงคงต้องทำมุงช่วย ครับ

วิดารินทร์ พิทาคำ  ilovelipda@hotmail.co.th
20 ต.ค. 2553 , 02:11 AM
ตอนนี้พ่อกำลังทำโรงเลี้ยงหมูแบบหมูหลุมค่า อยากทราบว่า1.หมูหลุมเลี้ยงแบบรวมคือทำคอกใหญ่แล้วเลี้ยงรวมกันกับซอยเป็นคอกให้แต่ละตัวอยู่อย่างใหนดีกว่ากัน 2.วิธีทำอาหารแบบหมัก และถ้าแบบหมัดอาหารที่หมักอยู่ได้นานขนาดใหนอาหารที่หมักจะเสียใหมค่ะ3.มียากันยุงสำหรับยุงหรือปล่าวค่ะ...ขอบคุณค่ะ

สากล ศรีรัตนศักดิ์  sakol2339-32@hotmail.com
19 ต.ค. 2553 , 08:07 PM
k.กฤษดา
อาหารสำเร็จรูปที่ว่า ผมเข้าใจว่าคุณนำมันแห้งหมักกับหยวกกล้วยเลยใช่หรือไม่
ผมใช้วิธีหมักแยกแล้วนำมาผสมกันก่อนให้หมูกิน ครับ เพราะมันสำปะหลังแห้งพอหมักต้องให้มีความชิ้นถ้วน
ส่วนการใช้หยวกกล้วยเป็นอาหารนั้น ต้องเข้าใจว่าหยวกกล้วยก็คือพืชที่ให้กากใย เราใช้เลี้ยงหมูเพราะต้องการให้หมูกินอาหาร(อาหารที่ผสม)ลดลง และดูดซึมสารอาหารที่ให้ไปใช้ให้หมด
หยวกกล้วยเมื่อหมักได้ที่แล้วจะมีลักษณะเหมือนผักดอง จะอ่อนนุ่นขึ้นเนื่องจากเกิดความร้อนขึ้นขณะหมัก ในช่วงฤดูฝนผมใช้หยวกกล้วยอ่อน แต่ในฤดูแล้งบ้างครั้งใช้กล้วยที่ออกเครือแล้วในการหมัก ก็ไม่เห็นมีปัญหา จะมีปัญหาแต่เกิดการขาดแคลนต้นกล้วย จึงขอเตือนว่าถ้าคิดจะเลี้ยงให้เตรียมแก้ไขปัญหาเรื่องพืชที่จะนำมาหมักเพื่อผสมเป็นอาหารให้หมูด้วย
1 2 3

กรุณา > ล็อคอิน หรือ สมัคร ก่อนจึงโพสคำตอบได้

ชื่อ  
อีเมล์    
ความเห็น | PC Mode | Mobile Mode |

พิมพ์คำว่า "คนไทย"    

Excerpt this page on language :
Afrikaans (Afrikaans) | Shqip (Albanian) | عربي (Arabic) | Հայերէն (Armenian) | آذربایجان دیلی (Azerbaijani) | Euskara (Basque) | Беларуская (Belarusian) | Български (Bulgarian) | Català (Catalan) | 中文简体 (Chinese Simplified) | 中文繁體 (Chinese Traditional) | Hrvatski (Croatian) | Čeština (Czech) | Dansk (Danish) | Nederlands (Dutch) | English (English) | Eesti keel (Estonian) | Filipino (Filipino) | Suomi (Finnish) | Français (French) | Galego (Galician) | ქართული (Georgian) | Deutsch (German) | Ελληνικά (Greek) | Kreyòl ayisyen (Haitian Creole) | עברית (Hebrew) | हिन्दी (Hindi) | Magyar (Hungarian) | Íslenska (Icelandic) | Bahasa Indonesia (Indonesian) | Gaeilge (Irish) | Italiano (Italian) | 日本語 (Japanese) | 한국어 (Korean) | Latviešu (Latvian) | Lietuvių kalba (Lithuanian) | Македонски (Macedonian) | Malay (Malay) | Malti (Maltese) | Norsk (Norwegian) | فارسی (Persian) | Polski (Polish) | Português (Portuguese) | Română (Romanian) | Русский (Russian) | Српски (Serbian) | Slovenčina (Slovak) | Slovensko (Slovenian) | Español (Spanish) | Kiswahili (Swahili) | Svenska (Swedish) | ไทย (Thai) | Türkçe (Turkish) | Українська (Ukrainian) | اردو (Urdu) | Tiếng Việt (Vietnamese) | Cymraeg (Welsh) | ייִדיש (Yiddish) | Laos (สปปลาว) | Cambodian (Cambodian)

สินค้า
Plantation
สารปรับปรุงดิน
สารปรับสภาพดิน
ปุ๋ย-ยา สำหรับ..
 -ยางพารา
 -อ้อย
 -ข้าว
 -มันสำปะหลัง
 -ปาล์มน้ำมัน
 -ข้าวโพด
 -สินค้าทั้งหมด
งาน Contents
ข่าวเกษตร
นิตยสารเกษตร
วารสารเกษตร
ลงโฆษณา นิตยสารเกษตร
ลงโฆษณา วารสารเกษตร
บริการ
Professional Services
ระบบน้ำหยด
Hotline เกษตร
ตรวจวิเคราะห์ดิน
สั่งซื้อออนไลน์
สั่งซื้อบนเฟสบุ๊ค
เกี่ยวกับฟาร์มเกษตร
ห้องหนังสือเกษตร
Knowledge
ทันข่าวเกษตร
ข้าว
อ้อย
มันสำปะหลัง
ยางพารา
ปาล์มน้ำมัน
ข้าวโพด
ปศุสัตว์
การปลูกพืช
ผักและการปลูกผัก
ไม้ดอก
ไม้ผล
สมุนไพร
ไม้มงคล
โสม
เกษตรกรตัวอย่าง
ออแกนิกส์
เกษตรน่ารู้
ฟาร์มเกษตรแนะนำ
ฟาร์มเกษตรพาเที่ยว
เกษตร Tips
ห้อง Video
หนังสือทั้งหมด
กระดานซื้อขาย
Public Information
ข้าว
อ้อย
มันสำปะหลัง
ยางพารา
ปศุสัตว์
กระดานรวมด้านเกษตร
คำสำคัญ : เช่ารถตู้ เหมารถตู้ | horoscope | ปุ๋ย | Horoscope matching | การปลูกยางพารา | การปลูกมะนาว | ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยน้ำ
เว็บไซต์ FarmKaset.ORG
โทร: 089-4599003 , Fax: 045-511273
ติดตามเราได้ที่
FKxTV บน YouTube
FKxTV บน FaceBook , เฟสบุ๊คกลุ่มฟาร์มเกษตร
ร้านฟาร์มเกษตรบนเฟสบุ๊ค , FKTrade.COM
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์มเกษตร
18 หมู่ 6 ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 37000
ภายใต้การสนับสนุนจาก
หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ
สำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
โทร: 089-4599003
Fax: 045-511273
FarmKaset Limited Partnership
18 Moo 6 Tambon Bung Amphur Mueng Amnat-Charoen Province 37000

Supported by Science Park, Ubonratchatani University.
Tel: +6689-4599003
Fax: 6645-511273

ข้อมูลบนเว็บไซต์ประกอบไปด้วยข้อมูลของฟาร์มเกษตร และข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ตามที่เราได้อ้างถึงไว้ท้ายบทความหรือข้อมูลนั้นๆ

สินค้าสั่งซื้อได้ที่ ร้านออนไลน์ฟาร์มเกษตร (089-4599003) หรือเกี่ยว กับเรา ติดต่อฟาร์มเกษตร

©2011 by FarmKaset.ORG All rights reserved